เขตอำนาจสอบสวนตามมาตรา ๑๙ วรรคแรก
การที่นักศึกษาจะใช้มาตรา ๑๙ ในการวินิจฉัยได้นั้น จะต้องเป็นกรณีที่ความผิดเกิดขึ้นฺในหลายท้องที่ ไม่ใช่กรณีความผิดเกิดขึ้นในท้องที่หนึ่ง หรืออ้างว่าได้เกิด เชื่อว่าได้เกิดในท้องที่หนึ่ง และผู้ต้องหามีที่อยู่หรือถูกจับในอีกท้องที่หนึ่งตามมาตรา ๑๘ ความผิดเกิดขึ้นในหลายท้องที่มีได้กรณีตามมาตรา ๑๙ ดังนี้
มาตรา 19 ในกรณีดั่งต่อไปนี้
(1) เป็นการไม่แน่ว่าการกระทำผิดอาญาได้กระทำในท้องที่ใดใน
ระหว่างหลายท้องที่
(2) เมื่อความผิดส่วนหนึ่งกระทำในท้องที่หนึ่ง
แต่มีอีกส่วนหนึ่ง ในอีกท้องที่หนึ่ง
(3) เมื่อความผิดนั้นเป็นความผิดต่อเนื่องและกระทำต่อเนื่องกัน
ในท้องที่ต่าง ๆ เกินกว่าท้องที่หนึ่งขึ้นไป
(4) เมื่อเป็นความผิดซึ่งมีหลายกรรม
กระทำลงในท้องที่ต่าง ๆ กัน
(5) เมื่อความผิดเกิดขึ้นขณะผู้ต้องหากำลังเดินทาง
(6) เมื่อความผิดเกิดขึ้นขณะผู้เสียหายกำลังเดินทาง
อธิบาย
(1) เป็นการไม่แน่ว่าการกระทำผิดอาญาได้กระทำในท้องที่ใดใน ระหว่างหลายท้องที่
เป็นกรณีการกระทำความผิดไม่แน่ชัดว่าเกิดในท้องที่ใดกันแน่ (แต่มิใช่ความผิดต่อเนื่องตาม (๓)) เช่น จำเลยได้รับมอบอำนาจให้ไปเก็บเงินลูกหนี้ในจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อนำกลับมาส่งผู้เสียหายที่กรุงเทพ แต่จำเลยกลับยักยอกเงินไปเสีย เป็นการไม่แน่ชัดว่า จำเลยทำการยักยอกทรัพย์ในท้องที่จังหวัดใด พนักงานสอบสวนทุกท้องที่ที่เกี่ยวข้องในระหว่างการเดินทางกลับกรุงเทพจากเชียงใหม่ มีอำนาจสอบสวน
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1655/2530
จำเลยเป็นลูกจ้างของโจทก์ร่วม มีหน้าที่เก็บเงินจากลูกหนี้ของโจทก์ร่วมที่อยู่ต่างจังหวัดแล้วส่งมอบให้โจทก์ร่วมซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่ในท้องที่สถานีตำรวจนครบาลบางรัก จำเลยรับเงินจากลูกหนี้ของโจทก์ร่วมในอีกท้องที่หนึ่งแล้วไม่ส่งมอบให้โจทก์ร่วม จึงเป็นการไม่แน่ว่าจำเลยทำการยักยอกทรัพย์ของโจทก์ร่วมในท้องที่ใด พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลบางรักจึงมีอำนาจสอบสวน.
ความสับสนไม่แน่ใจของพนักงานสอบสวนไม่ใช่กรณีไม่แน่ว่าความผิดเกิดขึ้นในท้องที่ใดที่จะทำให้พนักงานสอบสวนทุกท้องที่มีอำนาจสอบสวน
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 582/2549
เหตุ คดีนี้เกิดในพื้นที่อำเภอเมืองอำนาจเจริญซึ่งอยู่ในเขตอำนาจของพนักงานสอบ สวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองอำนาจเจริญ มิได้เกิดในเขตอำนาจสอบสวนของสถานีตำรวจภูธรอำเภอไทยเจริญ จังหวัดยโสธร พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอไทยเจริญจึงไม่มีอำนาจสอบสวนความผิดซึ่ง ได้เกิดขึ้นในคดีนี้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 18 วรรคหนึ่ง ข้อที่โจทก์อ้างในฎีกาว่าเป็นกรณีพยานโจทก์ผู้จับกุมไม่แน่ใจว่าการกระทำผิด อาญาได้กระทำในท้องที่ใดระหว่างหลายท้องที่ พนักงานสอบสวนในท้องที่หนึ่งท้องที่ใดที่เกี่ยวข้องมีอำนาจสอบสวนได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 19 นั้น หมายความเฉพาะเมื่อสภาพการกระทำผิดอาญานั้นเองเป็นที่ประจักษ์ชัดอยู่ในตัว ว่า เป็นการไม่แน่ว่ากระทำขึ้นในท้องที่ใดในระหว่างหลายท้องที่ต่างเขตอำนาจสอบ สวน มิได้หมายความถึงกรณีที่ตัวพนักงานสอบสวนหรือผู้จับกุมสับสนในเรื่องพื้นที่ เขตอำนาจของตนเสียเอง ทั้งที่เป็นการแน่นอนแล้วว่าความผิดนั้นได้กระทำในท้องที่ใด เมื่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอไทยเจริญยังขืนสอบสวนความผิดนี้ การสอบสวนนั้นจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ถือได้ว่าคดีนี้ไม่มีการสอบสวน เมื่อยังมิได้มีการสอบสวนในความผิดนั้น โจทก์จึงต้องห้ามมิให้ฟ้องคดีต่อศาลตาม ป.วิ.อ. มาตรา 120
การที่นักศึกษาจะใช้มาตรา ๑๙ ในการวินิจฉัยได้นั้น จะต้องเป็นกรณีที่ความผิดเกิดขึ้นฺในหลายท้องที่ ไม่ใช่กรณีความผิดเกิดขึ้นในท้องที่หนึ่ง หรืออ้างว่าได้เกิด เชื่อว่าได้เกิดในท้องที่หนึ่ง และผู้ต้องหามีที่อยู่หรือถูกจับในอีกท้องที่หนึ่งตามมาตรา ๑๘ ความผิดเกิดขึ้นในหลายท้องที่มีได้กรณีตามมาตรา ๑๙ ดังนี้
มาตรา 19 ในกรณีดั่งต่อไปนี้
อธิบาย
เป็นกรณีการกระทำความผิดไม่แน่ชัดว่าเกิดในท้องที่ใดกันแน่ (แต่มิใช่ความผิดต่อเนื่องตาม (๓)) เช่น จำเลยได้รับมอบอำนาจให้ไปเก็บเงินลูกหนี้ในจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อนำกลับมาส่งผู้เสียหายที่กรุงเทพ แต่จำเลยกลับยักยอกเงินไปเสีย เป็นการไม่แน่ชัดว่า จำเลยทำการยักยอกทรัพย์ในท้องที่จังหวัดใด พนักงานสอบสวนทุกท้องที่ที่เกี่ยวข้องในระหว่างการเดินทางกลับกรุงเทพจากเชียงใหม่ มีอำนาจสอบสวน
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1655/2530
จำเลยเป็นลูกจ้างของโจทก์ร่วม มีหน้าที่เก็บเงินจากลูกหนี้ของโจทก์ร่วมที่อยู่ต่างจังหวัดแล้วส่งมอบให้โจทก์ร่วมซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่ในท้องที่สถานีตำรวจนครบาลบางรัก จำเลยรับเงินจากลูกหนี้ของโจทก์ร่วมในอีกท้องที่หนึ่งแล้วไม่ส่งมอบให้โจทก์ร่วม จึงเป็นการไม่แน่ว่าจำเลยทำการยักยอกทรัพย์ของโจทก์ร่วมในท้องที่ใด พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลบางรักจึงมีอำนาจสอบสวน.
ความสับสนไม่แน่ใจของพนักงานสอบสวนไม่ใช่กรณีไม่แน่ว่าความผิดเกิดขึ้นในท้องที่ใดที่จะทำให้พนักงานสอบสวนทุกท้องที่มีอำนาจสอบสวน
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 582/2549
เหตุ คดีนี้เกิดในพื้นที่อำเภอเมืองอำนาจเจริญซึ่งอยู่ในเขตอำนาจของพนักงานสอบ สวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองอำนาจเจริญ มิได้เกิดในเขตอำนาจสอบสวนของสถานีตำรวจภูธรอำเภอไทยเจริญ จังหวัดยโสธร พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอไทยเจริญจึงไม่มีอำนาจสอบสวนความผิดซึ่ง ได้เกิดขึ้นในคดีนี้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 18 วรรคหนึ่ง ข้อที่โจทก์อ้างในฎีกาว่าเป็นกรณีพยานโจทก์ผู้จับกุมไม่แน่ใจว่าการกระทำผิด อาญาได้กระทำในท้องที่ใดระหว่างหลายท้องที่ พนักงานสอบสวนในท้องที่หนึ่งท้องที่ใดที่เกี่ยวข้องมีอำนาจสอบสวนได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 19 นั้น หมายความเฉพาะเมื่อสภาพการกระทำผิดอาญานั้นเองเป็นที่ประจักษ์ชัดอยู่ในตัว ว่า เป็นการไม่แน่ว่ากระทำขึ้นในท้องที่ใดในระหว่างหลายท้องที่ต่างเขตอำนาจสอบ สวน มิได้หมายความถึงกรณีที่ตัวพนักงานสอบสวนหรือผู้จับกุมสับสนในเรื่องพื้นที่ เขตอำนาจของตนเสียเอง ทั้งที่เป็นการแน่นอนแล้วว่าความผิดนั้นได้กระทำในท้องที่ใด เมื่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอไทยเจริญยังขืนสอบสวนความผิดนี้ การสอบสวนนั้นจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ถือได้ว่าคดีนี้ไม่มีการสอบสวน เมื่อยังมิได้มีการสอบสวนในความผิดนั้น โจทก์จึงต้องห้ามมิให้ฟ้องคดีต่อศาลตาม ป.วิ.อ. มาตรา 120
กรณีความผิดที่เกิดขึ้นได้เกิดขึ้นในท้องที่หลายท้องที่ แต่ละท้องที่มีองค์ประกอบของการเกิดขึ้นของความผิดนั้น เช่น ดำ ยืนอยู่บนทางเท้า ฝั่งพื้นที่ สน. เอ ยิงแดงซึ่งยืนอยู่บนทางเท้าฝั่งพื้นที่ สน. บี ดังนั้น ทั้งสน. เอ และ บี มีอำนาจสอบสวน เพราะถือเป็นท้องที่ๆ เป็นองค์ประกอบของการเกิดขึ้นสำหรับความผิดนั้น
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1180/2537 แจ้งแก้ไขข้อมูล
เมื่อการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์เกิดที่อำเภอไทรโยคจังหวัดกาญจนบุรี แม้ความผิดฐานรับของโจรจะเกิดที่อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี แต่ก็เป็นความผิดที่ได้กระทำต่อเนื่องกัน พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอไทรโยคจึงมีอำนาจสอบสวนจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในข้อหารับของโจรได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 19 และเมื่อพนักงานสอบสวนทำการสอบสวนจำเลยที่ 2 และที่ 3 ที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอไทรโยค ซึ่งอยู่ในเขตอำนาจของศาลจังหวัดกาญจนบุรีโจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ที่ 3 ต่อศาลจังหวัดกาญจนบุรี
เป็นกรณีที่ความผิดนั้นมิได้เกิดและสำเร็จในท้องที่เดียวกัน เช่น ความผิดฐานออกเช็คโดยมีเจตนาไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็ค เป็นความผิดที่ต่อเนื่องระหว่างท้องที่ของธนาคารผู้ออกเช็ค กับท้องที่ของธนาคารที่ทำการปฏิเสธการจ่ายเงิน (๑๗๐๒-๑๗๐๓/๒๕๒๓ ปชญ.)
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5103/2528
|
การกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คการออกเช็คในท้องที่ใดย่อมถือได้ว่าการกระทำผิดอาญาได้กระทำลงในท้องที่นั้นต่อเนื่องกับการกระทำผิดในท้องที่ที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินซึ่งตั้งอยู่ในท้องที่อื่น
ถือว่า จำเลยได้กระทำผิดอาญาในท้องที่ดังกล่าวต่อเนื่องกัน
เมื่อได้มีการร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนในท้องที่ที่มีการออกเช็คแล้ว
พนักงานสอบสวนและศาลในท้องที่นั้นย่อมมีอำนาจสอบสวนและชำระคดีนี้ได้
แต่ข้อเท็จจริงที่ว่าจำเลยออกเช็คในท้องที่ใดและอยู่ในเขตอำนาจของพนักงานสอบสวนที่สอบสวนคดีนี้หรือไม่
ยังไม่ได้ความแน่ชัด
ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ประทับฟ้องและให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปจึงชอบแล้ว
ระวัง !
ในกรณีที่มีการโอนเช็คเปลี่ยนมือกันก่อนนำไปเรียกเก็บเงิน
ท้องที่ที่มีการโอนเช็คไม่ถือเป็นท้องที่ที่ความผิดต่อเนื่องกับท้องที่ที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน เช่น
ดำ
สั่งจ่ายเช็คให้แดงหรือผู้ถือ ที่เขตท้องที่ สน.บางนา
แดงนำเช็คฉบับดังกล่าวโอนชำระหนี้ค่าซื้อสินค้าให้เขียว ในเขตท้องที่ สน.บางพลัด
เขียวนำเช็คไปเรียกเก็บยังธนาคารถุงทอง
สาขาบางเขน ธนาคารถุงทองสาขาบางเขนปฏิเสธการจ่ายเงิน ท้องที่ที่มีอำนาจสอบสวนได้แก่ ท้องที่
สน.บางนา และ บางเขน ส่วนบางพลัด ท้องที่ๆ มีการโอนเช็คเปลี่ยนมือไม่มีอำนาจสอบสวน
(๖๕๐/๒๕๒๘)
ความผิดฐานหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้ต้องหาเพื่อเรียกค่าไถ่ เป็นความผิดต่อเนื่องกันไป
คำพิพากษาศาลฎีกาที่
1586/2526
|
จำเลยกับพวกบังคับหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้เสียหายชาวมาเลเซียเพื่อเรียกค่าไถ่
และบังคับให้ผู้เสียหายขับรถไปส่งยังชายแดนประเทศไทยซึ่งน่าจะได้ควบคุมเข้าไปในเขตแดนไทยด้วย
เพราะภูมิลำเนาของจำเลยกับพวกอยู่ในราชอาณาจักรจึงเป็นความผิดต่อเนื่องทั้งในและนอกราชอาณาจักร
พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรกิ่งอำเภอควนโดน จังหวัดสตูล ซึ่งจับจำเลย
จึงมีอำนาจสอบสวนดำเนินคดีกับจำเลยได้
บางครั้งในการกระทำครั้งหนึ่ง อาจมีเจตนาหลายเจตนา กระทำลงในวาระต่างๆ กัน แต่ละวาระ แต่ละกรรม กระทำลงในท้องที่ต่างกัน ทุกท้องที่ที่เกี่ยวข้องมีอำนาจสอบสวน
คำพิพากษาศาลฎีกาที่
3430/2537
|
จำเลยถูกกล่าวหาตาม
พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค เหตุเกิดท้องที่
สภ.อ.เมืองนราธิวาส ปรากฏว่าจำเลยได้ไปแจ้งความที่ สภ.อ.สุไหงโก-ลก
ว่าเช็คที่จำเลยถูกดำเนินคดีหายไป ซึ่งเป็นความผิดฐานแจ้งความเท็จ และฉ้อโกง
พนักงานสอบสวนสภ.อ. เมืองนราธิวาส
ย่อมมีอำนาจสอบสวนจำเลยเกี่ยวกับความผิดฐานแจ้งความเท็จ และฉ้อโกงได้
เพราะจำเลยถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดหลายกรรม กระทำลงในท้องที่ต่าง ๆ
กันตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 19(4) และโจทก์ย่อมฟ้องรวมในฟ้องเดียวกันได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
มาตรา 160 ทั้งความผิดฐานแจ้งความเท็จ
มีอัตราโทษเบากว่าความผิดฐานฉ้อโกง
และความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค
แม้จะเป็นการกระทำต่างกรรมต่างสถานที่
แต่ก็ได้กระทำลงโดยจำเลยซึ่งเป็นผู้กระทำความผิดคนเดียวกัน และเป็นความผิดเกี่ยวพันกันซึ่งจะฟ้องคดีทุกเรื่องต่อศาลที่มีอำนาจชำระในฐานความผิดซึ่งมีอัตราโทษสูงกว่าก็ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา
24 กรณีไม่ต้องด้วยมาตรา 3 และมาตรา 4
แห่งพระราชบัญญัติให้นำวิธีพิจารณาความในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัดพ.ศ.
2520 โจทก์จึงฟ้องจำเลยในความผิดฐานแจ้งความเท็จ
โดยไม่ต้องขอผัดฟ้องพร้อมกับความผิดฐานฉ้อโกง
และความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คที่ศาลจังหวัดนราธิวาสได้
นายดำกับพวกเดินทางด้วยรถไฟจากกรุงเทพไปเชียงใหม่ ระหว่างการเดินทาง นายดำกับพวกร่วมกันเล่นการพนันอันเป็นความผิดตาม พรบ.การพนัน พนักงานสอบสวนทุกท้องที่ ที่รถไฟแล่นผ่านมีอำนาจสอบสวน
นายเขียวเดินทางด้วยรถไฟจากกรุงเทพไปเชียงใหม่ นายเขียวถูกนายขาวลักทรัพย์บนรถไฟ พนักงานสอบสวนทุกท้องที่ ที่รถไฟแล่นผ่านมีอำนาจสอบสวน
ถึงแม้ว่า พนักงานสอบสวนที่มีอำนาจสอบสวนจะมีหลายท้องที่ก็ตาม แต่การสรุปสำนวนส่งฟ้อง ต้องได้กระทำโดยพนักงานสอบสวนที่มีอำนาจรับผิดชอบการสอบสวนตามมาตรา ๑๙ วรรคสาม (ก) และ (ข) เท่านั้น ติดตามอ่านในบทความต่อไป




