วันเสาร์ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

เขตอำนาจสอบสวนตามมาตรา ๑๙ วรรคแรก




เขตอำนาจสอบสวนตามมาตรา ๑๙ วรรคแรก

การที่นักศึกษาจะใช้มาตรา  ๑๙  ในการวินิจฉัยได้นั้น จะต้องเป็นกรณีที่ความผิดเกิดขึ้นฺในหลายท้องที่  ไม่ใช่กรณีความผิดเกิดขึ้นในท้องที่หนึ่ง  หรืออ้างว่าได้เกิด  เชื่อว่าได้เกิดในท้องที่หนึ่ง และผู้ต้องหามีที่อยู่หรือถูกจับในอีกท้องที่หนึ่งตามมาตรา ๑๘   ความผิดเกิดขึ้นในหลายท้องที่มีได้กรณีตามมาตรา  ๑๙  ดังนี้ 
มาตรา 19 ในกรณีดั่งต่อไปนี้ 
(1) เป็นการไม่แน่ว่าการกระทำผิดอาญาได้กระทำในท้องที่ใดใน ระหว่างหลายท้องที่ 
(2) เมื่อความผิดส่วนหนึ่งกระทำในท้องที่หนึ่ง แต่มีอีกส่วนหนึ่ง ในอีกท้องที่หนึ่ง 
(3) เมื่อความผิดนั้นเป็นความผิดต่อเนื่องและกระทำต่อเนื่องกัน ในท้องที่ต่าง ๆ เกินกว่าท้องที่หนึ่งขึ้นไป 
(4) เมื่อเป็นความผิดซึ่งมีหลายกรรม กระทำลงในท้องที่ต่าง ๆ กัน 
(5) เมื่อความผิดเกิดขึ้นขณะผู้ต้องหากำลังเดินทาง 
(6) เมื่อความผิดเกิดขึ้นขณะผู้เสียหายกำลังเดินทาง 

อธิบาย
(1) เป็นการไม่แน่ว่าการกระทำผิดอาญาได้กระทำในท้องที่ใดใน ระหว่างหลายท้องที่ 
เป็นกรณีการกระทำความผิดไม่แน่ชัดว่าเกิดในท้องที่ใดกันแน่  (แต่มิใช่ความผิดต่อเนื่องตาม (๓))   เช่น  จำเลยได้รับมอบอำนาจให้ไปเก็บเงินลูกหนี้ในจังหวัดเชียงใหม่  เพื่อนำกลับมาส่งผู้เสียหายที่กรุงเทพ  แต่จำเลยกลับยักยอกเงินไปเสีย  เป็นการไม่แน่ชัดว่า จำเลยทำการยักยอกทรัพย์ในท้องที่จังหวัดใด  พนักงานสอบสวนทุกท้องที่ที่เกี่ยวข้องในระหว่างการเดินทางกลับกรุงเทพจากเชียงใหม่  มีอำนาจสอบสวน
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1655/2530 
จำเลยเป็นลูกจ้างของโจทก์ร่วม มีหน้าที่เก็บเงินจากลูกหนี้ของโจทก์ร่วมที่อยู่ต่างจังหวัดแล้วส่งมอบให้โจทก์ร่วมซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่ในท้องที่สถานีตำรวจนครบาลบางรัก จำเลยรับเงินจากลูกหนี้ของโจทก์ร่วมในอีกท้องที่หนึ่งแล้วไม่ส่งมอบให้โจทก์ร่วม จึงเป็นการไม่แน่ว่าจำเลยทำการยักยอกทรัพย์ของโจทก์ร่วมในท้องที่ใด พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลบางรักจึงมีอำนาจสอบสวน. 


ความสับสนไม่แน่ใจของพนักงานสอบสวนไม่ใช่กรณีไม่แน่ว่าความผิดเกิดขึ้นในท้องที่ใดที่จะทำให้พนักงานสอบสวนทุกท้องที่มีอำนาจสอบสวน


คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 582/2549
เหตุ คดีนี้เกิดในพื้นที่อำเภอเมืองอำนาจเจริญซึ่งอยู่ในเขตอำนาจของพนักงานสอบ สวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองอำนาจเจริญ มิได้เกิดในเขตอำนาจสอบสวนของสถานีตำรวจภูธรอำเภอไทยเจริญ จังหวัดยโสธร พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอไทยเจริญจึงไม่มีอำนาจสอบสวนความผิดซึ่ง ได้เกิดขึ้นในคดีนี้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 18 วรรคหนึ่ง ข้อที่โจทก์อ้างในฎีกาว่าเป็นกรณีพยานโจทก์ผู้จับกุมไม่แน่ใจว่าการกระทำผิด อาญาได้กระทำในท้องที่ใดระหว่างหลายท้องที่ พนักงานสอบสวนในท้องที่หนึ่งท้องที่ใดที่เกี่ยวข้องมีอำนาจสอบสวนได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 19 นั้น หมายความเฉพาะเมื่อสภาพการกระทำผิดอาญานั้นเองเป็นที่ประจักษ์ชัดอยู่ในตัว ว่า เป็นการไม่แน่ว่ากระทำขึ้นในท้องที่ใดในระหว่างหลายท้องที่ต่างเขตอำนาจสอบ สวน มิได้หมายความถึงกรณีที่ตัวพนักงานสอบสวนหรือผู้จับกุมสับสนในเรื่องพื้นที่ เขตอำนาจของตนเสียเอง ทั้งที่เป็นการแน่นอนแล้วว่าความผิดนั้นได้กระทำในท้องที่ใด เมื่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอไทยเจริญยังขืนสอบสวนความผิดนี้ การสอบสวนนั้นจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ถือได้ว่าคดีนี้ไม่มีการสอบสวน เมื่อยังมิได้มีการสอบสวนในความผิดนั้น โจทก์จึงต้องห้ามมิให้ฟ้องคดีต่อศาลตาม ป.วิ.อ. มาตรา 120

(2) เมื่อความผิดส่วนหนึ่งกระทำในท้องที่หนึ่ง แต่มีอีกส่วนหนึ่ง ในอีกท้องที่หนึ่ง 
กรณีความผิดที่เกิดขึ้นได้เกิดขึ้นในท้องที่หลายท้องที่  แต่ละท้องที่มีองค์ประกอบของการเกิดขึ้นของความผิดนั้น เช่น  ดำ  ยืนอยู่บนทางเท้า ฝั่งพื้นที่  สน. เอ  ยิงแดงซึ่งยืนอยู่บนทางเท้าฝั่งพื้นที่ สน. บี    ดังนั้น ทั้งสน. เอ และ บี      มีอำนาจสอบสวน เพราะถือเป็นท้องที่ๆ เป็นองค์ประกอบของการเกิดขึ้นสำหรับความผิดนั้น 
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1180/2537 แจ้งแก้ไขข้อมูล 
เมื่อการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์เกิดที่อำเภอไทรโยคจังหวัดกาญจนบุรี แม้ความผิดฐานรับของโจรจะเกิดที่อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี แต่ก็เป็นความผิดที่ได้กระทำต่อเนื่องกัน พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอไทรโยคจึงมีอำนาจสอบสวนจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในข้อหารับของโจรได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 19 และเมื่อพนักงานสอบสวนทำการสอบสวนจำเลยที่ 2 และที่ 3 ที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอไทรโยค ซึ่งอยู่ในเขตอำนาจของศาลจังหวัดกาญจนบุรีโจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ที่ 3 ต่อศาลจังหวัดกาญจนบุรี


(3) เมื่อความผิดนั้นเป็นความผิดต่อเนื่องและกระทำต่อเนื่องกัน ในท้องที่ต่าง ๆ เกินกว่าท้องที่หนึ่งขึ้นไป 
เป็นกรณีที่ความผิดนั้นมิได้เกิดและสำเร็จในท้องที่เดียวกัน เช่น ความผิดฐานออกเช็คโดยมีเจตนาไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็ค  เป็นความผิดที่ต่อเนื่องระหว่างท้องที่ของธนาคารผู้ออกเช็ค กับท้องที่ของธนาคารที่ทำการปฏิเสธการจ่ายเงิน  (๑๗๐๒-๑๗๐๓/๒๕๒๓  ปชญ.)

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5103/2528

การกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คการออกเช็คในท้องที่ใดย่อมถือได้ว่าการกระทำผิดอาญาได้กระทำลงในท้องที่นั้นต่อเนื่องกับการกระทำผิดในท้องที่ที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินซึ่งตั้งอยู่ในท้องที่อื่น ถือว่า จำเลยได้กระทำผิดอาญาในท้องที่ดังกล่าวต่อเนื่องกัน เมื่อได้มีการร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนในท้องที่ที่มีการออกเช็คแล้ว พนักงานสอบสวนและศาลในท้องที่นั้นย่อมมีอำนาจสอบสวนและชำระคดีนี้ได้ แต่ข้อเท็จจริงที่ว่าจำเลยออกเช็คในท้องที่ใดและอยู่ในเขตอำนาจของพนักงานสอบสวนที่สอบสวนคดีนี้หรือไม่ ยังไม่ได้ความแน่ชัด ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ประทับฟ้องและให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปจึงชอบแล้ว
ระวัง !  ในกรณีที่มีการโอนเช็คเปลี่ยนมือกันก่อนนำไปเรียกเก็บเงิน  ท้องที่ที่มีการโอนเช็คไม่ถือเป็นท้องที่ที่ความผิดต่อเนื่องกับท้องที่ที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน  เช่น  ดำ  สั่งจ่ายเช็คให้แดงหรือผู้ถือ  ที่เขตท้องที่  สน.บางนา  แดงนำเช็คฉบับดังกล่าวโอนชำระหนี้ค่าซื้อสินค้าให้เขียว ในเขตท้องที่  สน.บางพลัด  เขียวนำเช็คไปเรียกเก็บยังธนาคารถุงทอง  สาขาบางเขน  ธนาคารถุงทองสาขาบางเขนปฏิเสธการจ่ายเงิน  ท้องที่ที่มีอำนาจสอบสวนได้แก่ ท้องที่ สน.บางนา และ บางเขน  ส่วนบางพลัด  ท้องที่ๆ มีการโอนเช็คเปลี่ยนมือไม่มีอำนาจสอบสวน  (๖๕๐/๒๕๒๘)
ความผิดฐานหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้ต้องหาเพื่อเรียกค่าไถ่  เป็นความผิดต่อเนื่องกันไป

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1586/2526

จำเลยกับพวกบังคับหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้เสียหายชาวมาเลเซียเพื่อเรียกค่าไถ่ และบังคับให้ผู้เสียหายขับรถไปส่งยังชายแดนประเทศไทยซึ่งน่าจะได้ควบคุมเข้าไปในเขตแดนไทยด้วย เพราะภูมิลำเนาของจำเลยกับพวกอยู่ในราชอาณาจักรจึงเป็นความผิดต่อเนื่องทั้งในและนอกราชอาณาจักร พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรกิ่งอำเภอควนโดน จังหวัดสตูล ซึ่งจับจำเลย จึงมีอำนาจสอบสวนดำเนินคดีกับจำเลยได้

(4) เมื่อเป็นความผิดซึ่งมีหลายกรรม กระทำลงในท้องที่ต่าง ๆ กัน 
บางครั้งในการกระทำครั้งหนึ่ง อาจมีเจตนาหลายเจตนา กระทำลงในวาระต่างๆ กัน  แต่ละวาระ แต่ละกรรม  กระทำลงในท้องที่ต่างกัน  ทุกท้องที่ที่เกี่ยวข้องมีอำนาจสอบสวน 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3430/2537

จำเลยถูกกล่าวหาตาม พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค เหตุเกิดท้องที่ สภ.อ.เมืองนราธิวาส ปรากฏว่าจำเลยได้ไปแจ้งความที่ สภ.อ.สุไหงโก-ลก ว่าเช็คที่จำเลยถูกดำเนินคดีหายไป ซึ่งเป็นความผิดฐานแจ้งความเท็จ และฉ้อโกง พนักงานสอบสวนสภ.อ. เมืองนราธิวาส ย่อมมีอำนาจสอบสวนจำเลยเกี่ยวกับความผิดฐานแจ้งความเท็จ และฉ้อโกงได้ เพราะจำเลยถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดหลายกรรม กระทำลงในท้องที่ต่าง ๆ กันตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 19(4) และโจทก์ย่อมฟ้องรวมในฟ้องเดียวกันได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 160 ทั้งความผิดฐานแจ้งความเท็จ มีอัตราโทษเบากว่าความผิดฐานฉ้อโกง และความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค แม้จะเป็นการกระทำต่างกรรมต่างสถานที่ แต่ก็ได้กระทำลงโดยจำเลยซึ่งเป็นผู้กระทำความผิดคนเดียวกัน และเป็นความผิดเกี่ยวพันกันซึ่งจะฟ้องคดีทุกเรื่องต่อศาลที่มีอำนาจชำระในฐานความผิดซึ่งมีอัตราโทษสูงกว่าก็ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 24 กรณีไม่ต้องด้วยมาตรา 3 และมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติให้นำวิธีพิจารณาความในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัดพ.ศ. 2520 โจทก์จึงฟ้องจำเลยในความผิดฐานแจ้งความเท็จ โดยไม่ต้องขอผัดฟ้องพร้อมกับความผิดฐานฉ้อโกง และความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คที่ศาลจังหวัดนราธิวาสได้

(5) เมื่อความผิดเกิดขึ้นขณะผู้ต้องหากำลังเดินทาง 
นายดำกับพวกเดินทางด้วยรถไฟจากกรุงเทพไปเชียงใหม่    ระหว่างการเดินทาง นายดำกับพวกร่วมกันเล่นการพนันอันเป็นความผิดตาม พรบ.การพนัน  พนักงานสอบสวนทุกท้องที่ ที่รถไฟแล่นผ่านมีอำนาจสอบสวน

(6) เมื่อความผิดเกิดขึ้นขณะผู้เสียหายกำลังเดินทาง 
นายเขียวเดินทางด้วยรถไฟจากกรุงเทพไปเชียงใหม่  นายเขียวถูกนายขาวลักทรัพย์บนรถไฟ 
พนักงานสอบสวนทุกท้องที่ ที่รถไฟแล่นผ่านมีอำนาจสอบสวน

ถึงแม้ว่า พนักงานสอบสวนที่มีอำนาจสอบสวนจะมีหลายท้องที่ก็ตาม แต่การสรุปสำนวนส่งฟ้อง ต้องได้กระทำโดยพนักงานสอบสวนที่มีอำนาจรับผิดชอบการสอบสวนตามมาตรา  ๑๙ วรรคสาม (ก) และ (ข)  เท่านั้น   ติดตามอ่านในบทความต่อไป

พนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบการสอบสวน ม.๑๘ วรรค ๓


http://natjar2001law.blogspot.com/2012/02/blog-post_25.html
เขตอำนาจสอบสวน ม.๑๘ วรรคแรกและวรรคสอง

พนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบการสอบสวน

ในกรณีที่การสอบสวนได้กระทำโดยพนักงานสอบสวนที่มีเขตอำนาจสอบสวนตามมาตรา  ๑๘ วรรคแรกและวรรคสอง  มีมากกว่าหนึ่งท้องที่  (กรณีความผิดเกิด อ้างว่าได้เกิด หรือเชื่อว่าได้เกิด หรือพนักงานสอบสวนในท้องที่ที่ผู้ต้องหามีที่อยู่หรือถูกจับ )  เช่น  แดงกระทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่นที่ท้องที่ สน.บางเขน  แต่มาหลบซ่อนตัวและถูกจับที่  สน.ดอนเมือง  ทั้ง สน.บางเขน และ สน.ดอนเมืองมีอำนาจสอบสวน  สน.บางเขนได้ดำเนินการรับแจ้งความและเริ่มสอบสวนแล้ว  มีการออกหมายจับ  และจับตัวนายแดงได้ที่ เขตดอนเมือง โดยเจ้าพนักงานตำรวจ สน.ดอนเมือง  เมื่อจับตัวได้  สน.ดอนเมืองได้ทำการสอบสวน  แต่สุดท้ายแล้ว พนักงานสอบสวนที่จะมีอำนาจสรุปสำนวนส่งฟ้อง (รับผิดชอบการสอบสวน) จะต้องเป็น พนักงานสอบสวนในท้องที่ที่ความผิดนั้นได้เกิดคือ  สน.บางเขน  เว้นแต่กรณีมีเหตุจำเป็น หรือเพื่อความสะดวก  จึงให้พนักงานสอบสวนแห่งท้องที่ที่ผู้ต้องหามีที่ อยู่หรือถูกจับ เป็นผู้รับผิดชอบดำเนินการสอบสวน
มาตรา ๑๘ วรรคสาม 
ภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติใน มาตรา 19 มาตรา 20 และ มาตรา 21 ความผิดอาญาได้เกิดในเขตอำนาจพนักงานสอบสวนคนใด โดย ปกติให้เป็นหน้าที่พนักงานสอบสวนผู้นั้น เป็นผู้รับผิดชอบในการ สอบสวนความผิดนั้น ๆ เพื่อดำเนินคดี เว้นแต่เมื่อมีเหตุจำเป็นหรือ เพื่อความสะดวก จึงให้พนักงานสอบสวนแห่งท้องที่ที่ผู้ต้องหามีที่ อยู่หรือถูกจับ เป็นผู้รับผิดชอบดำเนินการสอบสวน 


คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9239/2547

เหตุคดีนี้เกิดขึ้นในซอยบ่อนไก่ ถนนพิบูลสงคราม ตำบลสวนใหญ่ อำเภอเมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี เพียงท้องที่เดียว สถานที่ที่จำเลยถูกจับกุมภายหลังการกระทำความผิดซึ่งอยู่ในเขตท้องที่สถานีตำรวจนครบาลเตาปูน หาใช่ท้องที่ที่เกิดการกระทำความผิด
ด้วยไม่ เมื่อที่เกิดเหตุอยู่ใน
เขตท้องที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองนนทบุรีพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองนนทบุรีจึงมีหน้าที่เป็นผู้รับผิดชอบในการสอบสวนความผิดนี้ตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 18 วรรคสาม

เขตอำนาจสอบสวนตาม ป.วิอาญา ม.๑๘




เขตอำนาจสอบสวนเป็นเรื่องที่มีความสำคัญมากและเกี่ยวข้องกับอำนาจฟ้องของพนักงานอัยการ  เพราะถ้าหากว่า การสอบสวนไม่ได้กระทำโดยพนักงานสอบสวนที่มีเขตอำนาจสอบสวนอย่างถูกต้องตามมาตรา  ๑๘ และ มาตรา ๑๙ แล้ว  การสอบสวนนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย พนักงานอัยการไม่มีอำนาจฟ้อง 


คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 371/2531
การสอบสวนที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา120 ต้องสอบสวนโดยพนักงานสอบสวนที่ระบุไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2(6) ประกอบด้วยมาตรา 18 เมื่อเหตุเกิดในเขตท้องที่สถานีตำรวจภูธรสำโรงใต้ ม. เจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจนครบาลบางซื่อย่อมไม่มีอำนาจสอบสวน เมื่อไม่มีเหตุอื่นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 18 วรรคสองที่จะทำให้ ม. มีอำนาจสอบสวนได้ ทั้งถือไม่ได้ว่าเป็นการทำการแทนพนักงานสอบสวนผู้มีอำนาจตามที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 128 บัญญัติไว้การสอบสวนพยานผู้กล่าวหาของ ม. จึงเป็นการสอบสวนที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย แม้ จ.พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรสำโรงใต้จะสอบสวนจำเลย ทำแผนที่เกิดเหตุ ตรวจสถานที่เกิดเหตุและทำบันทึกการนำชี้ที่เกิดเหตุ ประกอบคำรับสารภาพของจำเลยก็ไม่ทำให้การสอบสวนคดีนี้ชอบด้วยกฎหมาย เพราะไม่ปรากฏว่าจ. เห็นว่าการสอบสวนเฉพาะส่วนของตนเป็นการสอบสวนเสร็จแล้วตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 140 การสอบสวนของ จ. เป็นการสอบสวนเพียงบางส่วนของคดี เมื่อการสอบสวนทั้งคดีรวมการสอบสวนที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายไว้ด้วย การสอบสวนคดีนี้จึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 18 และไม่เป็นการสอบสวนตามที่ระบุไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 120 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องคำร้องขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมของผู้เสียหายย่อมตกไปด้วย ข้อที่ว่าการสอบสวนไม่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นเหตุอยู่ในส่วนลักษณะคดีศาลฎีกาพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยที่มิได้ฎีกาด้วย.


มาตรา 18 ในจังหวัดอื่นนอกจากจังหวัดพระนครและจังหวัด ธนบุรี พนักงานฝ่ายปกครอง หรือตำรวจชั้นผู้ใหญ่ ปลัดอำเภอ และ ข้าราชการตำรวจซึ่งมียศตั้งแต่ชั้นนายร้อยตำรวจตรีหรือเทียบเท่า นายร้อยตำรวจตรีขึ้นไป มีอำนาจสอบสวนความผิดอาญาซึ่งได้เกิด หรืออ้าง หรือเชื่อว่าได้เกิดภายในเขตอำนาจของตน หรือผู้ต้องหามีที่อยู่ หรือถูกจับภายในเขตอำนาจของตนได้

สำหรับในจังหวัดพระนคร และจังหวัดธนบุรี ให้ข้าราชการตำรวจ ซึ่งมียศตั้งแต่ชั้นนายร้อยตำรวจตรี หรือเทียบเท่านายร้อยตำรวจตรีขึ้นไป มีอำนาจสอบสวนความผิดอาญาซึ่งได้เกิด หรืออ้าง หรือเชื่อว่าได้เกิดภายในเขตอำนาจของตน หรือผู้ต้องหา มีที่อยู่ หรือถูกจับ ภายในเขตอำนาจ ของตนได้

ภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติใน มาตรา 19 มาตรา 20 และ มาตรา 21 ความผิดอาญาได้เกิดในเขตอำนาจพนักงานสอบสวนคนใด โดย ปกติให้เป็นหน้าที่พนักงานสอบสวนผู้นั้น เป็นผู้รับผิดชอบในการ สอบสวนความผิดนั้น ๆ เพื่อดำเนินคดี เว้นแต่เมื่อมีเหตุจำเป็นหรือ เพื่อความสะดวก จึงให้พนักงานสอบสวนแห่งท้องที่ที่ผู้ต้องหามีที่ อยู่หรือถูกจับ เป็นผู้รับผิดชอบดำเนินการสอบสวน

ในเขตท้องที่ใดมีพนักงานสอบสวนหลายคน การดำเนินการ สอบสวนให้อยู่ในความรับผิดชอบของพนักงานสอบสวนผู้เป็นหัวหน้า ในท้องที่นั้นหรือผู้รักษาการแทน

ปัญหาที่จะต้องนำมาทำความเข้าใจ คือ คำว่า ความผิดที่ เกิด อ้าง หรือเชื่อว่าได้เกิดนั้นคืออะไร

ในการจะทราบเรื่องความผิด เกิด อ้าง หรือเชื่อว่าได้เกิดนั้น เราจะต้องพิจารณาเสียก่อนว่าจะมีการฟ้องร้องดำเนินคดี กันในข้อหาใด เช่น หากคดีที่ต้องการดำเนินคดีเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ ท้องที่ที่ทรัพย์นั้นถูกลักไปเป็นท้องที่ที่ความผิดเกิด เช่น

นายดำ มีภูมิลำเนาอยู่ที่จังหวัดอยุธยา แต่มาทำงานที่บ้านนายแดงที่กรุงเทพ เขตบางเขน แล้วได้ลักเอาทรัพย์จากบ้านนายแดงไป ดังนั้น สน.บางเขนจึงเป็นสถานีตำรวจที่มีเขตอำนาจการสอบสวน นายตำรวจดังกล่าว (ร้อยเวร) สามารถดำเนินการสอบสวนได้

ในความผิดฐานฆ่าผู้อื่น เช่น
ดำ ให้แดงดื่มยาพิษที่บ้านของแดงซึ่งอยู่ในเขต สน.ดอนเมือง ต่อมา แดงถูกนำส่งโรงพยาบาลประชาชื่น ในเขต สน.ประชาชื่น แล้วถึงแก่ความตายที่โรงพยาบาล สน.ประชาชื่นไม่มีอำนาจสอบสวน เพราะการถึงแก่ความตายนั้นเป็นผลของความผิด มิใช่ท้องที่ที่ความผิดเกิด หากแต่ สน.ดอนเมืองอันเป็นสถานที่ที่วางยาพิษต่างหากเป็นสถานที่ที่ความผิดเกิด สน.ดอนเมืองจึงมีอำนาจสอบสวน (๓๓๓๗/๒๕๔๓)


ความผิดเกิดขึ้นในเรือไทย  อากาศยานไทย  ที่เข้าข่ายตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๔ พนักงานสอบสวนกองปราบปรามกรมตำรวจ  เป็นผู้มีอำนาจสอบสวน (๒๖๗๐/๒๕๓๕)

หมายเหตุ  ความผิดที่เกิดขึ้นในเรือไทย อากาศยานไทย ตามมาตรา ๔  นี้ ต้องเป็นกรณีเรือไทยหรืออากาศยานไทย  บินหรือเดินเรืออยู่นอกราชอาณาจักร  ถ้าเรือไทยหรืออากาศยานไทยจอดอยู่ในราชอาณาจักร  ไม่เข้าข่าย  ประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๔   เช่น มีการฆ่ากันตายบนเครื่องบินไทยที่บินอยู่เหนือน่านฟ้าประเทศญี่ปุ่น  พนักงานสอบสวนกองปราบปรามกรมตำรวจมีอำนาจสอบสวน  แต่ถ้า เครื่องบินไทย จอดอยู่ที่สนามบินดอนเมือง  เป็นการกระทำความผิดในราชอาณาจักร  มิใช่กรณีถือว่ากระทำความผิดในราชอาณาจักรตามมาตรา ๔  พนักงานสอบสวน  สน.ดอนเมืองจึงมีอำนาจสอบสวน

มีต่อบทความต่อไป  พนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบการสอบสวน  มาตรา  ๑๘ วรรคสามhttp://natjar2001law.blogspot.com/2012/02/blog-post_7947.html

วันอังคารที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

ความแตกต่างระหว่าง ชิงทรัพย์และวิ่งราวทรัพย์


ความผิดฐานชิงทรัพย์และวิ่งราวทรัพย์ในบางคำพิพากษาศาลฎีกาอาจจะทำให้นักศึกษาเกิดความสงสัย หรือลังเลในการวินิจฉัย  เพราะบางคำพิพากษาศาลฎีกาดูเหมือนจะมีการใช้กำลังทำร้าย แต่ศาลกลับวินิจฉัยว่า เป็นเพียงวิธีการเอาทรัพย์เท่านั้น มิใช่การใช้กำลังประทุษร้าย  ซึ่งสร้างความสับสนงุนงง ให้แก่ผู้ศึกษาเป็นอย่างมาก

ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจกับนิยามของความผิดฐานชิงทรัพย์เสียก่อนว่า เป็นความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ที่ประกอบด้วยความผิดหลักสองฐานความผิดคือ ลักทรัพย์และทำร้ายร่างกาย  หากขาดข้อใดข้อหนึ่งย่อมไม่ใช่ความผิดฐานชิงทรัพย์  เช่น การเข้าต่อยตีของนักเรียนช่างกล แล้วมีการเอาทรัพย์ไปโดยมีเจตนาอวดศักดา  ไม่มีลักษณะการเอาทรัพย์ไปโดยทุจริตไม่เป็นความผิดฐานลักทรัพย์ เมื่อไม่เป็นความผิดฐานลักทรัพย์ ก็ย่อมไม่เป็นความผิดฐานชิงทรัพย์ด้วย (๔๔๕/๒๕๓๗)

หรือมีเจตนาทำร้ายร่างกาย  แล้วต่อมาจึงมีเจตนาเอาทรัพย์ไปในภายหลัง  ก็มิใช่การกระทำความผิดฐานชิงทรัพย์ แต่เป็นการกระทำความผิดฐานทำร้ายร่างกายและลักทรัพย์  ต่างกรรมต่างวาระกัน  (๑๒๖๑/๒๕๑๓)

ความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์และชิงทรัพย์จึงมีจุดตัดกันที่เจตนาทำร้ายร่างกาย  ถ้ามีเจตนาทำร้ายร่างกายประกอบด้วยจะเป็นความผิดฐานชิงทรัพย์  แต่ถ้าการบาดเจ็บของผู้เสียหายเกิดจากผลของการฉกฉวยเอาซึ่งหน้าจะเป็นความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์ที่ต้องปรับด้วยบทหนัก
พฤติกรรมบางอย่างที่จำเลยกระทำแล้วมีผลให้ผู้เสียหายเป็นบาดแผลเล็กน้อย  แต่จำเลยมิได้มีเจตนาทำร้ายร่างกายผู้เสียหาย  บาดแผลนั้นเกิดจากการเอาทรัพย์โดยฉกฉวย  หรือบาดแผลนั้นเกิดจากวิธีการเอาทรัพย์ของจำเลย  จึงไม่เป็นการใช้กำลังประทุษร้ายตามนัยยะมาตรา ๑ (๖) ไม่เป็นความผิดฐานชิงทรัพย์ เช่น 
ฎีกาที่  ๒๑๐๐/๒๕๒๑ จำเลยรวบคอผู้เสียหายเพื่อให้รู้ว่าสวมสร้อยคออยู่ แล้วกระตุกสร้อยคอทองคำหนัก 2 สลึง สร้อยบาดคอเป็นแผลไม่ถึงเป็นอันตรายแก่กาย ไม่เป็นชิงทรัพย์ เป็นการฉกฉวยเอาซึ่งหน้า มีความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์
ตามคำพิพากษาฎีกาฉบับนี้  ปัญหาสำคัญอยู่ที่สร้อยคอมีขนาดเพียงสองสลึง  จึงไม่อาจเล็งเห็นผลได้ว่าจะเป็นการทำร้ายร่างกายผู้เสียหาย แต่ถ้าสร้อยคอมีขนาดใหญ่  จำเลยเล็งเห็นผลได้ว่าจะทำให้ผู้เสียหายได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ  จะเป็นความผิดฐานชิงทรัพย์มิใช่วิ่งราวทรัพย์

การวิ่งราวทรัพย์แล้วมีผลทำให้ผู้เสียหายได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ  จะต้องปรับด้วยบทหนักตามวรรคสอง  วรรคสาม  และวรรคท้าย  จะไปปรับด้วยชิงทรัพย์ไม่ได้

ดังที่กล่าวมาแล้วเบื้องต้นว่า ความผิดฐานชิงทรัพย์นั้น จำเลยต้องมีเจตนาประสงค์ต่อผลหรือเล็งเห็นผลเพื่อทำร้ายร่างกายผู้เสียหายประกอบด้วย  จึงจะเป็นการลักทรัพย์โดยใช้กำลังประทุษร้าย   จุดนี้นักศึกษามักลืมนำมาตรา  ๕๙  วรรคสอง  มาวินิจฉัยด้วย  อาจจะเป็นเพราะความหลงลืมหรือไม่แม่นยำในตัวบทกฏหมายมาตรา  ๕๙ วรรคสอง  เมื่อพบข้อเท็จจริงจึงไม่ชัดในความหมายของคำว่า “เจตนา”   ถ้าข้อเท็จจริงเป็นเจตนาประสงค์ต่อผล เช่น  ใช้มีดจี้  หรือทำร้ายร่างกายผู้เสียหายแล้วกระชากเอาสร้อยไป  ค่อนข้างจะชัดเจนวินิจฉัยง่าย  แต่ถ้าข้อเท็จจริงเป็นการกระชากสร้อยธรรมดา  ไม่มีเจตนาประสงค์ต่อผลในการทำร้ายร่างกายเลย  นักศึกษาจะเริ่มลังเล  นั่นเพราะหลงลืมนำเจตนาเล็งเห็นผลมาวินิจฉัยด้วย    เช่น  การกระแทกไหล่เพื่อเอากระเป๋าสตางค์ไป  (๑๔๖๙/๒๔๙๔)   เป็นการใช้กำลังประทุษร้าย  เพราะในการนำสืบ  เห็นชัดว่า จำเลยมีเจตนาทำร้ายผู้เสียหายเพื่อล้วงเอากระเป๋าสตางค์ไป  (คำพิพากษาฎีกาสั้นๆ บางครั้งจะทำให้ผู้อ่านไม่เห็นชัดในพฤติกรรมการนำสืบ ควรอ่านคำพิพากษาฎีกาฉบับเต็ม)

ในบางคำพิพากษาฎีกา  จำเลยน่าจะผิดชิงทรัพย์  แต่ศาลกลับลงแค่ลักทรัพย์ หรือวิ่งราวทรัพย์  นักศึกษาต้องไปอ่านคำพิพากษาฎีกาฉบับเต็ม เพราะบางคดี  โจทก์มิได้มีคำขอให้ลงโทษฐานชิงทรัพย์  ศาลจะพิพากษาเกินคำขอหรือที่มิได้กล่าวในฟ้องไม่ได้


วันอาทิตย์ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

เทคนิคการท่องตัวบทกฏหมายให้ง่ายและจดจำขึ้นใจ



การท่องตัวบทกฏหมายเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่นักเรียนกฏหมายมีความรู้สึกว่ายาก  และเบื่อหน่าย  แต่หากเลือกการเรียนในวิชานิติศาสตร์แล้ว การท่องไม่อาจหนีไปได้เลย เลี่ยงไม่ได้เลย เพราะไม่เฉพาะแต่ในการใช้ในการสอบเท่านั้น แต่ผู้ที่สามารถจำตัวบทกฏหมายได้มากและแม่นยำ  จะกลายเป็นผู้วินิจฉัยเหตุการณ์ในความผิดต่างๆ ได้อย่างแม่นยำและรวดเร็ว


บทความนี้จึงขอนำเสนอวิธีการท่องตัวบทกฏหมาย  แต่จะปฏิบัติตามวิธีการต่อไปนี้ได้  จงทำใจให้ได้เสียก่อนว่า  การท่องตัวบทคืองานหลักของเรา ไม่ว่าจะชอบหรือไม่ชอบก็ต้องทำ  กำจัดความลังเลสงสัยว่าจะมีวิธีการอื่นไหมหนอที่จะไม่ต้องอาศัยการท่องออกไปเสีย  แล้วเริ่มทำดังนี้




อ่านตัวบทมาตรานั้นสักสองสามรอบ แล้วเอาดินสอทำเครื่องหมายขีดขั้นไว้เป็นการแบ่งประโยคสั้นๆ ระวังอย่าให้ขาดคำ เข่น 


มาตรา 82 ผู้ใดพยายามกระทำความผิด หากยับยั้งเสียเองไม่กระทำการให้ตลอด/ หรือกลับใจแก้ไขไม่ให้การกระทำนั้นบรรลุผล/ ผู้นั้นไม่ต้องรับ โทษสำหรับการพยายามกระทำความผิดนั้น/ แต่ถ้าการที่ได้กระทำไป แล้วต้องบทกฎหมายที่บัญญัติเป็นความผิด/ ผู้นั้นต้องรับโทษสำหรับ ความผิดนั้น ๆ

แล้วหลับตาลง หายใจเข้าให้ลึก หายใจออกให้ยาว จิตอยู่ที่ลมหายใจ แล้วนึกถึงภาพตัวอักษรที่เราอ่านไว้และได้แบ่งเป็นประโยคไว้ ตัวอักษรจะปรากฏเป็นภาพในนิมิตเราเหมือนเราดูจากหนังสือ แล้วเริ่มท่องจนจำขึ้นใจทีละประโยค เมื่อครบทั้งมาตราแล้ว ท่องยาวรวดเดียวอีกสักหลายรอบ จะจำขึ้นใจ ผ่านไปเป็นสิบๆ ปีไม่มีลืม

ครูทำแบบนี้มานานเป็นยี่สิบปีก่อน เพิ่งรู้ว่านี่คือการใช้อานาปานสติ. และปฐมฌาน ที่พระพุทธเจ้าที่ทรงสอนในฌานสี่และอานาปานสติ นั่นเอง


โลกุตรฌาณ ฌาณ ๔ นำสู่พระนิพพานเป็นไฉน? 
[๗๒๑] ฌาน ๔ คือ
๑. ปฐมฌาน
๒. ทุติยฌาน
๓. ตติยฌาน
๔. จตุตถฌาน

[๗๒๒] ในฌาน ๔ นั้น ปฐมฌาน เป็นไฉน
ภิกษุในศาสนานี้ เจริญโลกุตตรฌาน 
อันเป็นเครื่องนำออกไปจากโลกให้เข้าสู่นิพพาน 
เพื่อประหาณทิฏฐิ เพื่อบรรลุปฐมภูมิ 
สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรมทั้งหลายแล้ว บรรลุปฐมฌาน 
ประกอบด้วยวิตก วิจาร มีปีติและสุข อันเกิดแต่วิเวก 
เป็นทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญา อยู่ ในสมัยใด ฌานมีองค์ ๕ คือ
วิตก 
วิจาร 
ปีติ 
สุข 
เอกัคคตาแห่งจิต มีในสมัยนั้น นี้เรียกว่า ปฐมฌาน
ธรรมทั้งหลายที่เหลือ เรียกว่าธรรมที่สัมปยุตด้วยฌาน

[๗๒๓] ทุติยฌาน เป็นไฉน
ภิกษุในศาสนานี้ เจริญโลกุตตรฌาน 
อันเป็นเครื่องนำออกไปจากโลกให้เข้าไปสู่นิพพาน 
เพื่อประหาณทิฏฐิ เพื่อบรรลุปฐมภูมิ บรรลุทุติยฌาน 
อันเป็นไปในภายใน เป็นธรรมชาติผ่องใส 
เพราะวิตกวิจารสงบ เป็นธรรมเอกผุดขึ้นแก่ใจ 
ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร 
มีแต่ปีติและสุขอันเกิดแต่สมาธิ 
เป็นทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญา อยู่ ในสมัยใด ฌานมีองค์ ๓ คือ 
ปีติ 
สุข 
เอกัคคตาแห่งจิตมีในสมัยนั้น นี้เรียกว่า ทุติยฌาน 
ธรรมทั้งหลายที่เหลือ เรียกว่า ธรรมที่สัมปยุตด้วยฌาน

[๗๒๔] ตติยฌาน เป็นไฉน
ภิกษุในศาสนานี้ เจริญโลกุตตรฌาน 
อันเป็นเครื่องนำออกไปจากโลกให้เข้าสู่นิพพาน 
เพื่อประหาณทิฏฐิ เพื่อบรรลุปฐมภูมิ 
เพราะคลายปีติได้อีกด้วยจึงเป็นผู้มีจิตเป็นอุเบกขา 
มีสติสัมปชัญญะอยู่ และเสวยสุขด้วยนามกาย บรรลุตติยฌาน 
ซึ่งเป็นฌานที่พระอริยเจ้าทั้งหลายกล่าวสรรเสริญผู้ได้บรรลุว่า 
เป็นผู้มีจิตเป็นอุเบกขา มีสติ อยู่เป็นสุข ดังนี้ 
เป็นทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญา อยู่ ในสมัยใด ฌานมีองค์ ๒ คือ 
สุข 
เอกัคคตาแห่งจิต มีในสมัยนั้น นี้เรียกว่าตติยฌาน 
ธรรมทั้งหลายที่เหลือ เรียกว่าธรรมที่สัมปยุตด้วยฌาน

[๗๒๕] จตุตถฌาน เป็นไฉน
ภิกษุในศาสนานี้ เจริญโลกุตตรฌาน 
อันเป็นเครื่องนำออกไปจากโลกให้เข้าสู่นิพพาน 
เพื่อประหาณทิฏฐิ เพื่อบรรลุปฐมภูมิ บรรลุจตุตถฌาน 
ไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข เพราะละสุขและทุกข์ได้ 
เพราะโสมนัสและโทมนัสดับสนิทในก่อน 
มีสติบริสุทธิ์เพราะอุเบกขา เป็นทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญา อยู่ ในสมัยใด
ฌานมีองค์ ๒ คือ 
อุเบกขา 
เอกัคคตาแห่งจิต มีในสมัยนั้น นี้เรียกว่า จตุตถฌาน
ธรรมทั้งหลายที่เหลือ เรียกว่า ธรรมที่สัมปยุตด้วยฌาน

http://www.84000.org/tipitaka/pitaka3/v.php?B=35&A=8618&Z=8653

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๕ พระอภิธรรมปิฎก เล่มที่ ๒
วิภังคปกรณ์

วันเสาร์ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2555

No fault liability. กับเงินช่วยเหลือภัยน้ำท่วม

No fault liability. กับการจ่ายค่าชดเชยกรณีความเสียหายจากกรณีภัยพิบัติทางธรรมชาติ

เป็นที่ทราบกันดีอยู่ว่า การขอรับเงินช่วยเหลือกรณีประสบอุทกภัยนี้มีความยุ่งยากและซับซ้อนมาก ทั้งระยะเวลาในการย่ืนขอรับความช่วยเหลือยังกำหนดไว้น้อย ทั้งๆ ที่ความเสียหายนั้นมากและกระทบในวงกว้าง ทำให้ผู้ประสบภัยได้รับความยุ่งยากวุ่นวายราวกับถูกซ้ำเติมมิใช่ช่วยเหลือ

ในประเทศไทย การจ่ายเงินช่วยเหลือที่ผ่านมาตามกฎหมาย เช่น พรบ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ. ใช้หลักการของทฤษฎี. No fault liability. กล่าวคือผู้ได้รับความเสียหายไม่ต้องพิสูจน์ความเสียหาย เพียงแต่พิสูจน์ว่าตนเป็นผู้ได้รับความเสียหายจริง เช่นกรณีผู้เสียหายจากการรับบริการทางการแพทย์ ผู้เสียหายสามารถยื่นขอรับเงินช่สยเหลือได้โดยไม่ต้องพิสูจน์ว่าแพทย์มีความประมาทหรือไม่และตนเสียหายอย่างไร ซึ่งความเป็นผู้ได้รับความเสียหายทางการแพทย์นั้นสามารถทราบได้จากเวชระเบียนอยู่แล้ว.

สำหรับเรื่องการชดเชยความเสียหายแก่ผู้ประสบภัยก็เช่นกัน รัฐบาลสามารถตั้งกองทุนชดเชยความเสียหายโดยพิจารณาจากจำนวนผู้ประสบภัยจากทะเบียนราษฎรของแต่ละอำเภอได้โดยไม่ยาก และจัดสรรงบประมาณโดยกำหนดหลักเกณฑ์ค่าเสียหายให้ชัดเจน ให้ผู้ประสบภัยสามารถยื่นคำขอรับโดยนำหลักฐานมาแสดงว่าตนเป็นเจ้าบ้าน รายละเอียดปรากฎชัดแล้วตามสำเนาทะเบียนบ้าน ซึ่งในแต่ละหมู่บ้านผู้ใหญ่บ้านหรือผู้ดูแลย่อมทราบดีอยู่ว่าลูกบ้านตนมีใครบ้างและถูกน้ำท่วมจริง ทั้งมีทะเบียนราษฎรชัดเจน โดยผู้ประสบภัยไม่ต้องพิสูจน์ว่าตนเสียหายอย่างไรบ้างและมูลค่าเท่าไหร่ เมื่อมีการยื่นขอรับเงินช่วยเหลือ เจ้าหน้าที่ทำการตรวจสอบแต่เพียงว่าชื่อในทะเบียนบ้าน เอกสารถูกต้องตรงกับทะเบียนบ้านแล้วจ่ายเงินพร้อมให้ผู้รับเงินลงลายมือชื่อไว้เป็นหลักฐานก็เพียงพอ ระยะเวลาในการขอรับชำระควรจะใช้ตามหลักกฎหมายทั่วไปคือ 1-2 ปี ไม่ใช่ 1 เดือน ขนาดอายุความกฎหมายอาญาในความผิดอันยอมความกันได้ซึ่งเป็นคุณแก่จำเลยยังมีอายุความถึง 3 เดือน แต่ความเดือนร้อนของผู้ประสบภัยกลับถูกบีบให้รีบดำเนินการภายใน1 เดือน ในขณะที่ผู้ประสบภัยเองยังไม่สามารถตั้งตัวจากภัยพิบัติได้นั้น อาจจะถูกมองว่าเป็นการซ้ำเติมความเสียหายแก่ผู้ประสบภัย และเพิ่มภาระแก่ผู้ประสบภัยอย่างขาดไร้เมตตาเสียมากกว่า

ที่ผ่านมา การใช้หลัก No fault liability. สามารถพิสูจน์แล้วว่า เยียวยาความเสียหายให้แก่ผู้เสียหายได้อย่างรวดเร็วและเป็นการลดปริมาณคดีขึ้นสู่ศาลได้ ทั้งยังได้รับความนิยมในประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างมาก. เรื่องนี้นักศึกษากฎหมายระดับปริญญาโทนำไปทำวิทยานิพนธ์ได โดยไปดูสิว่าประเทศอื่นเขาใช้หลักการนี้ในการเยียวยาความเสียหายให้กับประชาชนของเขาอย่างไร แล้วประเทศไทยต่อกรณีน้ำท่วมนี้มีผลกระทบอย่างไรจากการไม่ใช้หลักการนี้ ถ้าใช้จะแก้ปัญหาได้อย่างไร

ขออภัยเพื่อนสมาชิกที่ตอบช้าเพราะเข้าบล๊อกไม่ได้

ก่อนอื่นต้องกราบขออภัย เพื่อนสมาชิกทุกท่านที่ถามปัญหาเข้ามามากมาย หลายเรื่องทราบว่าเป็นเรื่องด่วนและร้อนใจ หลายเรื่องติดสแปมซึ่งครูเพิ่งทราบว่ามีความร้อนใจของเพื่อนติดสแปมอยู่ เพราะวันนี้เป็นวันแรกที่หาบันทึกไอดีและรหัสผ่านเข้าบล๊อกเจอ จึงล๊อกอินเข้ามาได้ ก่อนหน้านี้ล๊อกอินไม่ได้เพราะต้องอพยพหนีภัยน้ำท่วมไปอยู่ต่างจังหวัดถึงสามเดือน จึงทำให้การตอบล่าช้า แจ่มิเคยเพิกเฉยต่อความร้อนใจใคร่รู้ของทุกท่านเลย บัดนี้บล๊อกกลับมาเดินตามปกติ หลังจากจัดการบ้านเรือนซ่อมแซมเรียบร้อยจะได้ดำเนินการเขียนบทความ โดยจะมีการเพิ่มแนวบทความเป็นแนวกฎหมายผสานธรรมะจากพระไตรปิฎกด้วย ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ยังติดตามอ่านบทความในบล๊อกนี้เสมอมา ขอบพระคุณค่ะ