วันศุกร์ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2555

การรื้อคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่



ความผิดพลาดในการดำเนินคดีอาญานั้น  เป็นที่ยอมรับในกระบวนการยุติธรรมว่า ต้องมีขึ้นบ้างอย่างแน่นอน  ดังนั้น  จึงได้มีกฎหมายให้สิทธิแก่จำเลยที่ถูกดำเนินคดีอาญาและศาลมีคำพิพากษาให้ลงโทษให้สามารถขอรื้อคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ได้ เช่น มีหลักฐานเพิ่มเติมแน่ชัดแสดงต่อศาลว่า ตนไม่ใช่ผู้กระทำความผิดโดยถูกฟ้องผิดตัว  ถูกกลั่นแกล้ง หรือพยานเบิกความเป็นเท็จทำให้ผู้บริสุทธิ์ต้องถูกลงโทษ ฯลฯ  โดยสามารถอาศัย พระราชบัญญัติการรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่  พ.ศ.๒๕๒๖  ขอให้ศาลมีคำสั่งรื้อคดีอาญาที่ตนต้องคำพิพากษาให้ลงโทษขึ้นพิจารณาใหม่ได้  โดยมีหลักเกณฑ์สำคัญดังนี้



หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่เป็นการสมควรกำหนดให้บุคคลผู้ต้องรับโทษอาญาโดยคำพิพากษาถึงที่สุดมีสิทธิขอรื้อฟื้นคดีขึ้นพิจารณาใหม่ในภายหลังหากปรากฏหลักฐานขึ้นใหม่ว่าบุคคลนั้นมิได้เป็นผู้กระทำความผิดและกำหนดให้มีสิทธิที่จะได้รับค่าทดแทน และได้รับบรรดาสิทธิที่เสียไปเพราะผลแห่งคำพิพากษานั้นคืน หากปรากฏตามคำพิพากษาของศาลที่พิจารณาคดีที่รื้อฟื้นขึ้นพิจารณาใหม่ว่าบุคคลผู้นั้นมิได้กระทำความผิด จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้



มาตรา ๔ ในพระราชบัญญัตินี้
“คดี” หมายความว่า คดีอาญา
“คำร้อง” หมายความว่า คำร้องขอให้รื้อฟื้นคดีอาญาที่ได้มีคำพิพากษาถึงที่สุด ให้ลงโทษแล้วขึ้นพิจารณาพิพากษาใหม่
มาตรา ๕ คดีใดที่ได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้บุคคลใดต้องรับโทษอาญาในคดีนั้นแล้ว อาจมีการร้องขอให้รื้อฟื้นคดีขึ้นพิจารณาพิพากษาใหม่ได้ เมื่อปรากฏว่า
(๑) พยานบุคคลซึ่งศาลได้อาศัยเป็นหลักในการพิพากษาคดีอันถึงที่สุดนั้น ได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดในภายหลังแสดงว่าคำเบิกความของพยานนั้นเป็นเท็จ หรือไม่ถูกต้องตรงกับความจริง
(๒) พยานหลักฐานอื่นนอกจากพยานบุคคลตาม (๑) ซึ่งศาลได้อาศัยเป็นหลักในการพิจารณาพิพากษาคดีอันถึงที่สุดนั้น ได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดในภายหลังแสดงว่าเป็นพยานหลักฐานปลอมหรือเป็นเท็จ หรือไม่ถูกต้องตรงกับความจริง หรือ
(๓) มีพยานหลักฐานใหม่อันชัดแจ้งและสำคัญแก่คดีซึ่งถ้าได้นำมาสืบในคดีอันถึงที่สุดนั้น จะแสดงว่าบุคคลผู้ต้องรับโทษอาญาโดยคำพิพากษาถึงที่สุดนั้นไม่ได้กระทำความผิด

มาตรา ๖ บุคคลดังต่อไปนี้มีสิทธิยื่นคำร้อง
(๑) บุคคลผู้ต้องรับโทษอาญาโดยคำพิพากษาถึงที่สุด
(๒) ผู้แทนโดยชอบธรรมหรือผู้อนุบาลในกรณีที่บุคคลผู้ต้องรับโทษอาญาโดยคำพิพากษาถึงที่สุดนั้นเป็นผู้เยาว์ หรือคนไร้ความสามารถ
(๓) ผู้จัดการหรือผู้แทนอื่นของนิติบุคคลในกรณีที่นิติบุคคลนั้นต้องรับโทษอาญาโดยคำพิพากษาถึงที่สุด
(๔) ผู้บุพการี ผู้สืบสันดาน สามีหรือภริยาของบุคคลผู้ต้องรับโทษอาญาโดยคำพิพากษาถึงที่สุดซึ่งถึงแก่ความตายก่อนที่จะมีการยื่นคำร้อง หรือ
(๕) พนักงานอัยการในกรณีที่พนักงานอัยการมิได้เป็นโจทก์ในคดีเดิม

อธิบาย  ในการขอรื้อคดีอาญานี้ ต้องปรากฏว่า  ผู้ต้องคำพิพากษาหรือจำเลยนั้นถูกลงโทษอาญา โดยมีคำพิพากษาถึงที่สุดเสียก่อน   (คำว่า คำพิพากษาถึงที่สุดหมายถึง  กรณีคำพิพากษาถึงที่สุดเมื่อสิ้นระยะเวลาอุทธรณ์  ฎีกา  แล้วไม่มีผู้ใดอุทธรณ์  หรือถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลฎีกา)

และต้องปรากฏว่า
(๑) พยานบุคคลซึ่งศาลได้อาศัยเป็นหลักในการพิพากษาคดีอันถึงที่สุดนั้น ได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดในภายหลังแสดงว่าคำเบิกความของพยานนั้นเป็นเท็จ หรือไม่ถูกต้องตรงกับความจริง
อธิบาย   ในกรณีตามอนุมาตรานี้  ต้องมีการฟ้องร้องต่อพยานในคดีอาญาที่ตนต้องคำพิพากษาว่า  เบิกความเท็จ และศาลมีคำพิพากษาอันถึงที่สุดแสดงว่า  พยานในคดีดังกล่าวเบิกความเท็จ
(๒) พยานหลักฐานอื่นนอกจากพยานบุคคลตาม (๑) ซึ่งศาลได้อาศัยเป็นหลักในการพิจารณาพิพากษาคดีอันถึงที่สุดนั้น ได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดในภายหลังแสดงว่าเป็นพยานหลักฐานปลอมหรือเป็นเท็จ หรือไม่ถูกต้องตรงกับความจริง หรือ
อธิบาย  ในกรณีตามอนุมาตรานี้  ต้องมีการฟ้องร้องต่อพยานในคดีอาญาที่ตนต้องคำพิพากษาว่า  นำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จ  และศาลมีคำพิพากษาอันถึงที่สุดแสดงว่า  หลักฐานในคดีดังกล่าวนั้นเป็นหลักฐานปลอมหรือเป็นเท็จ
(๓) มีพยานหลักฐานใหม่อันชัดแจ้งและสำคัญแก่คดีซึ่งถ้าได้นำมาสืบในคดีอันถึงที่สุดนั้น จะแสดงว่าบุคคลผู้ต้องรับโทษอาญาโดยคำพิพากษาถึงที่สุดนั้นไม่ได้กระทำความผิด
อธิบาย  มีพยานหลักฐานเพิ่มขึ้นมาใหม่ที่จะแสดงได้ว่า  บุคคลผู้ต้องโทษอาญานั้นไม่ได้กระทำความผิด  ถูกใส่ความ  หรือถูกฟ้องผิดตัว  (ถ้าไม่มีหลักฐานแน่ชัด  ศาลมีอำนาจที่จะไม่อนุญาตให้รื้อคดีขึ้นพิจารณาใหม่ได้)



6555/2548  คำร้องขอให้รื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ของผู้ร้องอ้างแต่เพียงว่า คำเบิกความของพยานบุคคลโจทก์ 4 ปาก ที่ศาลอาศัยเป็นหลักในการพิพากษาลงโทษผู้ร้องทั้งสี่เป็นคำเบิกความเท็จ ไม่ถูกต้องตรงกับความจริง โดยไม่ปรากฏว่าได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดในภายหลังแสดงว่าคำเบิกความของพยานดังกล่าวเป็นเท็จ หรือไม่ถูกต้องตรงกับความจริงแต่อย่างใด ทั้งปรากฏในคำฟ้องฎีกาว่าผู้ร้องทั้งสี่เพิ่งจะยื่นฟ้องพยานโจทก์ดังกล่าว 1 ปาก เป็นจำเลยในคดีอาญาข้อหาเบิกความเท็จ แจ้งความเท็จ นำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานเท็จภายหลังจากที่ผู้ร้องทั้งสี่ได้ยื่นคำร้องนี้แล้ว กรณีจึงไม่ต้องด้วย พ.ร.บ. การรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ. 2526 มาตรา 5 (1) ส่วนที่ผู้ร้องทั้งสี่อ้างว่ามีพยานหลักฐานใหม่อันชัดแจ้งและสำคัญแก่คดีซึ่งถ้าได้นำมาสืบแล้วจะแสดงว่าผู้ร้องทั้งสี่ไม่ได้กระทำความผิด ก็ปรากฏตามคำร้องของผู้ร้องทั้งสี่ว่าพยานบุคคลที่ผู้ร้องอ้างปากหนึ่งเคยเบิกความเป็นพยานจำเลยในคดีนี้ไว้แล้ว ส่วนพยานปากอื่นล้วนเป็นบุคคลที่ผู้ร้องทั้งสี่รู้จักคุ้นเคยเพราะเป็นพนักงานที่ทำงานอยู่ในบริษัทผู้เสียหายเช่นเดียวกับผู้ร้องทั้งสี่บ้าง เป็นญาติพี่น้องกับผู้ร้องทั้งสี่บ้าง และเป็นเพื่อนบ้านของผู้ร้องทั้งสี่ซึ่งอยู่กับผู้ร้องทั้งสี่ในขณะเกิดเหตุบ้าง และพยานเอกสารที่ผู้ร้องอ้างก็เป็นเพียงบันทึกความเห็นและข้อที่พยานดังกล่าวจะมาเบิกความ พยานหลักฐานที่ผู้ร้องทั้งสี่อ้างตามคำร้องจึงเป็นพยานหลักฐานที่มีอยู่ก่อนและผู้ร้องทั้งสี่ทราบดีอยู่แล้ว ไม่ใช่พยานหลักฐานใหม่อันชัดแจ้งและสำคัญแก่คดีที่ผู้ร้องทั้งสี่จะอ้างมาเป็นเหตุขอให้รื้อฟื้นคดีขึ้นพิจารณาพิพากษาใหม่ตาม พ.ร.บ. การรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ. 2526 มาตรา 5 (3) ได้ คำร้องของผู้ร้องทั้งสี่จึงไม่มีมูล ชอบที่ศาลจะมีคำสั่งยกคำร้องของผู้ร้องทั้งสี่ได้โดยไม่ต้องไต่สวน คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องของผู้ร้องทั้งสี่โดยไม่ทำความเห็นไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 1 เพื่อให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำสั่งเพราะอำนาจในการมีคำสั่งเป็นอำนาจของศาลอุทธรณ์ภาค 1 และการที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนนั้นจะเป็นการไม่ชอบด้วย พ.ร.บ. การรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ. 2526 มาตรา 10 แต่เมื่อคดีขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาแล้ว ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจที่จะมีคำสั่งยกคำร้องของผู้ร้องทั้งสี่ได้โดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 
มีคำสั่งใหม่



6582/2547  ตาม พ.ร.บ. การรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ. 2526 มาตรา 5 บัญญัติว่า "คดีใดที่ได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้บุคคลใดต้องรับโทษอาญาในคดีนั้นแล้ว อาจมีการร้องขอให้รื้อฟื้นคดีขึ้นพิจารณาพิพากษาใหม่ได้ เมื่อปรากฏว่า (1)… (2)… (3) มีพยานหลักฐานใหม่อันชัดแจ้งและสำคัญแก่คดีซึ่งถ้าได้นำมาสืบในคดีอันถึงที่สุดนั้น จะแสดงว่าบุคคลผู้ต้องรับโทษอาญาโดยคำพิพากษาถึงที่สุดนั้นไม่ได้กระทำความผิด" จากบทบัญญัติดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าคดีที่จะได้รับการรื้อฟื้นขึ้นพิจารณาพิพากษาใหม่ได้จะต้องเป็นคดีที่ได้มีการนำพยานหลักฐานมาสืบพิสูจน์ความผิดนั้นแล้ว แม้ผู้ร้องจะเป็นบุคคลที่ต้องรับโทษอาญา เนื่องจากศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาให้ริบรถยนต์ของกลางที่จำเลยใช้ในการกระทำความผิด ก็เป็นเรื่องที่ผู้ร้องจะต้องมายื่นคำร้องขอคืนรถยนต์ของกลางในคดีดังกล่าว ตาม ป.อ. มาตรา 36 เพื่อศาลชั้นต้นจะได้ทำการไต่สวนพยานหลักฐานตามคำร้องว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าของรถยนต์ของกลาง และมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดจริงหรือไม่เสียก่อน เมื่อผู้ร้องมิได้ยื่นคำร้องขอคืนของกลางเพื่อให้ศาลไต่สวนและมีคำสั่ง กรณีจึงยังไม่มีเหตุที่ผู้ร้องจะมายื่นคำร้องขอให้รื้อฟื้นคดีขึ้นพิจารณาใหม่โดยอ้างว่าผู้ร้องมีพยานหลักฐานใหม่ที่จะแสดงว่าผู้ร้องเป็นเจ้าของรถยนต์ของกลางและมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยการกระทำความผิดของจำเลย เพราะในคดีเดิมซึ่งถึงที่สุดศาลมิได้วินิจฉัยในประเด็นข้อนี้ แต่การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับคำร้องของผู้ร้องโดยมิได้ทำความเห็นส่งไปให้ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 สั่ง และศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ย่อมไม่ชอบด้วย พ.ร.บ. การรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ. 2526 มาตรา 10 วรรคหนึ่ง ที่บัญญัติให้เป็นอำนาจของศาลอุทธรณ์ที่จะสั่งคำร้องดังกล่าว อย่างไรก็ตามเมื่อปรากฏว่าคดีนี้ได้ขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาแล้ว ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจที่จะมีคำสั่งยกคำร้องของผู้ร้องโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 7 มีคำสั่งใหม่


 ในการยื่นคำร้องขอให้ศาลสั่งรื้อคดีขึ้นพิจารณาใหม่  ทีได้ยื่นคำร้องโดย บุคคลตามมาตรา ๖ (๑) – (๔)  ศาลจะต้องมีคำสั่งไต่สวนคำร้องเพื่อพิจารณาพยานหลักฐานตามข้ออ้างเสียก่อนว่ามีมูลเพียงพอให้รื้อคดีขึ้นพิจารณาใหม่หรือไม่  เว้นแต่กรณีที่พนักงานอัยการเป็นผู้ยื่นคำร้อง ศาลจะสั่งไต่สวนหรือไม่ก็ได้  ทั้งนี้เป็นไปตามมาตรา ๙

มาตรา ๙ ให้ศาลที่ได้รับคำร้องทำการไต่สวนคำร้องนั้นว่ามีมูลพอที่จะรื้อฟื้นคดีขึ้นพิจารณาพิพากษาใหม่หรือไม่ เว้นแต่ในกรณีที่พนักงานอัยการเป็นผู้ร้อง ศาลจะไต่สวนคำร้องหรือไม่ก็ได้ ถ้าเห็นว่าไม่จำเป็นต้องไต่สวนคำร้อง ก็ให้ศาลสั่งรับคำร้องและดำเนินการพิจารณาคดีที่รื้อฟื้นขึ้นพิจารณาใหม่ต่อไป คำสั่งของศาลในกรณีเช่นนี้ให้เป็นที่สุด
ในการไต่สวนคำร้องตามวรรคหนึ่ง ให้ศาลส่งสำเนาคำร้องและแจ้งวันนัดไต่สวนไปให้โจทก์ในคดีเดิมทราบ ในกรณีที่โจทก์ในคดีเดิมมิใช่พนักงานอัยการ ให้ส่งสำเนาคำร้องและแจ้งวันนัดไต่สวนให้พนักงานอัยการทราบด้วย พนักงานอัยการและโจทก์ในคดีเดิมจะมาฟังการไต่สวนและซักค้านพยานของผู้ร้องด้วยหรือไม่ก็ได้ ผู้ร้องและโจทก์ในคดีเดิมมีสิทธิแต่งทนายแทนตนได้
เมื่อได้ไต่สวนคำร้องแล้ว ให้ศาลที่ไต่สวนคำร้องส่งสำนวนการไต่สวนพร้อมทั้งความเห็นไปยังศาลอุทธรณ์โดยไม่ชักช้า
ให้ผู้พิพากษา ตุลาการของศาลตามกฎหมายว่าด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรมที่กฎหมายกำหนดให้เป็นศาลทหาร หรือตุลาการพระธรรมนูญคนเดียวมีอำนาจไต่สวนคำร้องและทำความเห็นได้

หากศาลอุทธรณ์พิจารณาคำร้องแล้ว เห็นว่า กรณีไม่มีมูลที่จะรื้อคดีขึ้นพิจารณาใหม่ คำสั่งศาลอุทธรณ์เป็นที่สุด (หมายความว่า ผู้ต้องคำพิพากษาไม่อาจขอรื้อคดีได้ใหม่ หรือจะฎีกาต่อไปอีกก็ไม่ได้)  การสั่งคำร้องเป็นอำนาจเฉพาะของศาลอุทธรณ์เท่านั้น ทั้งนี้เป็นไปตามมาตรา  ๑๐



มาตรา ๑๐ เมื่อศาลอุทธรณ์ได้รับสำนวนการไต่สวนและความเห็นแล้ว ถ้าศาลอุทธรณ์เห็นว่าคำร้องนั้นมีมูลพอที่จะรื้อฟื้นคดีขึ้นพิจารณาพิพากษาใหม่ ให้ศาลอุทธรณ์สั่งรับคำร้องและสั่งให้ศาลชั้นต้นที่รับคำร้องดำเนินการพิจารณาคดีที่รื้อฟื้นขึ้นพิจารณาใหม่ต่อไป แต่ถ้าศาลอุทธรณ์เห็นว่าคำร้องนั้นไม่มีมูล ให้ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยกคำร้องนั้น
คำสั่งของศาลอุทธรณ์ตามวรรคหนึ่งให้เป็นที่สุด


สิ่งที่เกิดขึ้น เป็นเพราะอำนาจแห่งกรรมบันดาล จึงยังให้ผู้บริสุทธิ์กลายเป็นมีผิด อาจจะเป็นด้วยเหตุตนเคยใส่ร้ายป้ายสีผู้อื่นไว้ไม่ว่าชาตินี้หรือชาติก่อนก็ตาม พึงแก้กรรมด้วยการเว้นจาก กายทุจริต  มโนทุจริต วจีทุจริต  เดินทางมรรคมีองค์แปด  สำรวมกาย วาจาด้วยศีล  สำรวมใจด้วยภาวนา หนักจะกลายเป็นเบา  ดุจเติมน้ำจืดลงไปในน้ำเค็ม ฉะนั้น / ครูนัท  หนอนพระไตรปิฎก

วันพฤหัสบดีที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2555

ห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ม.๒๒๔ ป.วิแพ่ง ตอนที่ ๓


ก่อนอ่านบทความนี้ ควรบทความนี้เสียก่อน

http://natjar2001law.blogspot.com/2012/03/blog-post.html

หลักการคิดทุนทรัพย์  มีความจำเป็นที่ต้องศึกษาให้เข้าใจ  เพราะในแต่ละคดีที่มีลักษณะการฟ้องคดี  เนื้อหาคดีที่ต่างกัน  การคิดทุนทรัพย์ย่อมต่างกัน 

                                                               

ฎีกาที่ 1069/39    โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการฉ้อฉล และให้จำเลยที่ 1 โอนขายที่พิพาทให้โจทก์ที่ 1 เนื้อที่ประมาณ 71 ตารางวา ในราคาตารางวาละ 250 บาท  รวมเป็นเงิน 17,750 บาท ตามสัญญาจะซื้อจะขาย  และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 10,000 บาท โดยเสียค่าขึ้นศาลในส่วนของที่พิพาทในราคาตารางวาละ 250 บาท  ตามสัญญาจะซื้อจะขายศาลชั้นต้นเห็นว่าโจทก์ทั้งสองเสียค่าขึ้นศาลยังไม่ครบถ้วนโดยไม่ได้คำนวณราคาที่พิพาท  จึงให้โจทก์ทั้งสองเสียค่าขึ้นศาลให้ครบ ต่อมาได้มีการคำนวณราคาที่พิพาทตารางวาละ 1,000 บาท รวมเป็นราคาที่พิพาท 71,000 บาท ค่าเสียหายอีก 10,000 บาท รวมเป็น 81,000 บาท ซึ่งถือเป็นทุนทรัพย์ในคดีนี้

ดอกเบี้ยนับตั้งแต่วันฟ้องจนถึงวันยื่นฎีกา ไม่นำมารวมเป็นทุนทรัพย์
ฎีกาที่ 1926/37(ประชุมใหญ่)   การคำนวณทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกา จะนำดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของต้นเงิน 200,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนถึงวันยื่นฎีกามารวมคำนวณด้วยไม่ได้  ฉะนั้นเมื่อทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกามีจำนวนไม่เกิน  200,000 บาท  จึงต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริง

เมื่อจำเลยโต้เถียงกรรมสิทธิ์ในที่พิพาทที่โจทก์ขอแบ่งว่าเป็นของจำเลย การคิดทุนทรัพย์ต้องคิดตามจำนวนที่พิพาทที่จำเลยโต้เถียงกรรมสิทธิ
ฎีกาที่  6560/38  โจทก์ทั้งสามฟ้องขอแบ่งที่ดินอันเป็นทรัพย์มรดกของ บ.  จากจำเลยให้แก่โจทก์คนละ 1 ใน 5  ส่วน  โดยตีราคาทุนทรัพย์รวมกันมาในคำฟ้องเป็นเงิน 78,000 บาท    จำเลยโต้เถียงว่าที่พิพาททั้งสามส่วนดังกล่าวเป็นของจําเลย  มิใช่ทรัพย์มรดกของ บ. จึงไม่อาจแยกคิดทุนทรัพย์แต่ละส่วนตามที่โจทก์ทั้งสามขอมาได้  อุทธรณ์ของจำเลยจึงเป็นคดีมีทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นอุทธรณ์ 78,000 บาท     ไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง


ฎีกาที่  1459/39   อุทธรณ์ของจำเลยเป็นการโต้เถียงว่าที่พิพาททั้งหมดมิใช่ทรัพย์มรดกหากข้อเท็จจริงเป็นดังที่จำเลยอุทธรณ์    จำเลยย่อมได้รับผลตามข้อต่อสู้ของจำเลยทั้งคดีจึงเป็นคดีที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ตามราคาทรัพย์พิพาทคือ 54,000 บาท โดยไม่แยกทุนทรัพย์ตามที่โจทก์แต่ละคนเรียกร้องเมื่อที่พิพาทมีราคาเกินกว่าห้าหมื่นบาท จึงไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

เปรียบเทียบกับฎีกาที่  5194/37

ฎีกาที่  5194/37   โจทก์ทั้ง 5 ฟ้องขอให้ใส่ชื่อโจทก์ทั้ง 5 เป็นเจ้าของรวม เป็นเรื่องที่โจทก์แต่ละคนใช้สิทธิของตัวเองเฉพาะตัว  แม้จะฟ้องรวมกันมาก็ต้องถือทุนทรัพย์เฉพาะของโจทก์แต่ละคนไม่ถือรวม

ฎีกาที่  3830/37   คำฟ้องของโจทก์ทั้งสามและแผนที่พิพาทไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งแปดร่วมกันทำละเมิดในที่ดินของโจทก์ทั้งสามโดยปรากฏแต่เพียงว่าจำเลยทั้งแปดเข้าไปยึดถือครอบครองที่ดินของโจทก์คนละส่วนต่างหากจากกัน   ซึ่งโจทก์ย่อมฟ้องขับไล่จำเลยเป็นคนละคดีได้ และแม้โจทก์จะฟ้องจำเลยทั้งแปดเข้ามาเป็นคดีเดียวกันแต่การพิจารณาว่าคดีมีทุนทรัพย์เท่าใดย่อมต้องถือตามราคาที่ดินที่จำเลยแต่ละคนต่างเข้าไปยึดถือครอบครอง  มิใช่นับรวมกัน

-                   ถ้าเป็นหนี้ร่วม  ลูกหนี้หลายคนแบ่งแยกกันไม่ได้ต้องคิดทุนทรัพย์รวมกันหมด
-                   หนี้ตามสัญญาประกันผู้ต้องหาหลายฉบับให้คิดทุนทรัพย์แยกกันเป็นรายฉบับ
ฎีกาที่  2273/26   โจทก์ฟ้องกำหนดทุนทรัพย์ 100,000 บาทโดยจำเลยทำสัญญาค้ำประกันคนต่างด้าว 5 ราย แยกทำสัญญาเป็นรายฉบับรวม 5 ฉบับ สำหรับลูกประกันแต่ละรายหากผิดสัญญายอมให้ปรับรายละ 20,000บาททุนทรัพย์ในคดีจึงแยกออกตามสัญญาค้ำประกันแต่ละฉบับ   แม้จะปรับรวมกันมาก็ถือว่ากำหนดค่าปรับภายในวงเงินตามสัญญาแต่ละฉบับไม่เกินฉบับละ 20,000 บาท   คดีจึงต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตาม  ป.ว.พ. ม.224
ฎีกาที่  2726/28  ในกรณีที่โจทก์ฟ้องให้จำเลยคนเดียวรับผิดชำระเงินกู้  2  รายมาในคำฟ้องเดียวกัน   โดยแยกทำสัญญากู้เป็น 2 ฉบับ   การวินิจฉัยสิทธิอุทธรณ์ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงจะต้องคำนวณ โดยรวมทุนทรัพย์ตามสัญญากู้ทั้ง 2 ฉบับในคำฟ้องนั้น
ฎีกาที่  2833/31    โจทก์ฟ้องว่าจำเลยเล่นแชร์กับโจทก์รวม 3 วง แล้วผิดสัญญาไม่ชำระค่าแชร์   ทุนทรัพย์ในคดีต้องแยกตามสัญญาเล่นแชร์แต่ละวง

-                   ฟ้องเดิมกับฟ้องแย้งคิดแยกกัน
ฎีกาที่  576/40  การพิจารณาว่าคดีต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงหรือไม่   ต้องพิจารณาฟ้องเดิมและฟ้องแย้งแยกจากกัน สำหรับฟ้องเดิมแม้โจทก์จะกล่าวมาในคำฟ้องว่าหากจะนำที่ดินพิพาทไปให้ผู้อื่นเช่าจะได้ค่าเช่าเดือนละ 30,000 บาท และโจทก์ใช้เป็นเกณฑ์คำนวณในการเรียกร้องค่าเสียหายตามจำนวนนั้น ซึ่งศาลชั้นต้นกำหนดค่าเสียหายให้เดือนละ 7,000 บาท ก็ตาม ยังถือไม่ได้ว่าเป็นค่าเช่าของอสังหาริมทรัพย์ในขณะยื่นคำฟ้องเพราะเป็นแต่อาจให้เช่าได้ค่าเช่าจำนวนดังกล่าวเท่านั้น เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยทำสัญญาเช่าที่ดินโจทก์ปีที่ 3 เดือนละ 2,083 บาท ที่ดินพิพาทจึงมีค่าเช่าในขณะยื่นคำฟ้องไม่เกินเดือนละ 2,083 บาท   ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ.มาตรา 224 วรรคหนึ่ง   ฉะนั้น   การที่จำเลยอุทธรณ์ว่าการเช่าที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยกับโจทก์เป็นสัญญาต่างตอบแทนยิ่งกว่าสัญญาเช่าธรรมดาจึงเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงต้องห้ามตามกฎหมายดังกล่าว ส่วนฟ้องแย้งของจำเลยที่อ้างว่าการเช่าที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นสัญญาต่างตอบแทนยิ่งกว่าสัญญาเช่าธรรมดาและขอให้บังคับโจทก์ไปจดทะเบียนการเช่าที่ดินพิพาทนั้นเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง

-                   คดีเกี่ยวกับสิทธิในครอบครัวไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ข้อเท็จจริง
ฎีกาที่  2995/40   คดีเกี่ยวด้วยสิทธิแห่งสภาพบุคคลหรือสิทธิในครอบครัวที่จะมีสิทธิอุทธรณ์ได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 224 วรรคสองนั้น หาได้มีความหมายไปถึงว่าคดีเกี่ยวกับสิทธิสภาพบุคคลและสิทธิในครอบครัวเป็นคดีที่ไม่มีทุนทรัพย์เสมอไปไม่ เพราะเป็นคนละเรื่องกัน การที่โจทก์ฟ้องหย่าและเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูค่าทดแทนและค่าเลี้ยงชีพนั้นเป็นการฟ้องตั้งสิทธิอันเกิดขึ้นจากความสัมพันธ์หรือความเกี่ยวข้องในครอบครัวระหว่างโจทก์กับจำเลยซึ่งเป็นสามีภริยากัน จึงเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในครอบครัว ซึ่งมีสิทธิที่จะอุทธรณ์ฎีกาได้ ตาม  ป.วิ.พ. มาตรา 224 วรรคสอง   และ 248 วรรคสอง    แต่การที่โจทก์เรียกค่าอุปการะเลี้ยงดู 180,000 บาท และเรียกค่าทดแทน 200,000 บาทเป็นการฟ้องเรียกร้องทรัพย์สินมีค่าเป็นจำนวนเงินเข้ามาด้วย จึงเป็นคดีมีทุนทรัพย์ซึ่งโจทก์จำต้องชำระค่าขึ้นศาลตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ฟ้อง  เมื่อศาลชั้นต้นสั่งให้โจทก์ชำระค่าขึ้นศาลเฉพาะที่เกี่ยวกับค่าอุปการะเลี้ยงดูและค่าทดแทน แต่โจทก์ไม่ชำระจึงเป็นการทิ้งฟ้องตาม ป.วิ.พ. มาตรา 174 (2) เฉพาะในส่วนข้อกำหนดตามที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไว้เท่านั้น จะแปลไปถึงกับว่าโจทก์ได้ทิ้งฟ้องหมดทั้งคดีเสียทีเดียวไม่ได้ เพราะคำฟ้องเฉพาะเรื่องขอหย่าเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ไม่จำต้องชำระค่าขึ้นศาล ส่วนคำฟ้องเกี่ยวกับคำขอค่าเลี้ยงชีพเป็นคำฟ้องเรียกค่าเสียหายในอนาคตซึ่งโจทก์ได้ชำระค่าขึ้นศาลในอนาคตไว้ถูกต้องแล้ว เมื่อฟ้องของโจทก์ในสองส่วนนี้เป็นฟ้องที่สมบูรณ์และชอบด้วยกฎหมายอยู่และแยกเป็นคนละส่วนจากคำฟ้องที่โจทก์ทิ้งฟ้องได้เช่นนี้จึงไม่มีเหตุที่จะถือว่าโจทก์ทิ้งฟ้องในสองส่วนนี้ด้วย 
ฎีกาที่  5183/30    คดีฟ้องหย่าและขอแบ่งสินสมรสเป็นคดีเกี่ยวด้วยสิทธิในครอบครัว   ไม่ต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248
ฎีกาที่  6937/39    คำฟ้องโจทก์เป็นคดีฟ้องขับไล่ผู้เช่าออกจากอสังหาริมทรัพย์อันมีค่าเช่าในขณะยื่นฟ้องไม่เกินเดือนละ 4,000 บาท ต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ตาม ป.พ.พ. มาตรา 224 วรรคสอง แต่ส่วนคำฟ้องแย้งจำเลยอ้างว่าเป็นสัญญาต่างตอบแทนยิ่งกว่าการ เช่าและขอให้บังคับโจทก์จดทะเบียนการเช่า มิใช่การเรียกร้องเอาทรัพย์สินเป็นคดีขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้    ไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง  ซึ่งต้องแยกการพิจารณาการต้องห้ามอุทธรณ์  จำเลยสามารถอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงว่าสัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยมีข้อตกลงให้สิ่งปลูกสร้างตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์เมื่อครบกำหนดเวลาเช่าแล้วเป็นสัญญาต่างตอบแทนยิ่งกว่าการเช่าได้ แต่อุทธรณ์จำเลยที่ว่า จำเลยไม่ได้กระทำผิดสัญญาเช่าไม่ได้ละเมิดต่อโจทก์  โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องขับไล่และเรียกค่าเสียหายนั้น เป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงในส่วนที่เกี่ยวกับฟ้องโจทก์โดยเฉพาะไม่เกี่ยวกับฟ้องแย้งของจำเลย  จึงต้องห้ามอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 224 วรรคสอง
ฎีกาที่  7082/39   โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหาย  58,125.25 บาท  ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ฝ่ายโจทก์และฝ่ายจำเลยขับรถประมาทเลินเล่อทั้งสองฝ่าย แต่ฝ่ายโจทก์ประมาทเลินเล่อมากกว่า จึงให้โจทก์รับผิดค่าเสียหาย 2 ใน 3 ส่วนให้จำเลยรับผิดค่าเสียหาย 1 ใน 3 ส่วน โจทก์ต้องรับผิดเกินกว่าค่าเสียหายของตนอยู่แล้ว ค่าเสียหายของโจทก์จึงเป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ขอให้กลับคำพิพากษาศาลชั้นต้นและให้จำเลยทั้งสองชำระค่าเสียหาย 54,070 บาท แก่โจทก์ จึงเป็นทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ที่ต้องพิจารณาว่าจำเลยทั้งสองต้องชำระเงิน 54,070 บาทแก่โจทก์หรือไม่    จึงไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง เมื่อศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า ทั้งฝ่ายโจทก์และฝ่ายจำเลยประมาทเลินเล่อเท่ากับก็มีอำนาจกำหนดให้ค่าเสียหายของทั้งสองฝ่ายเป็นพับและยกฟ้องแย้งของจำเลยที่ 2 ได้แม้ฟ้องแย้งจะต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง เนื่องจากทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นอุทธรณ์ไม่เกิน 50,000 บาทก็ตาม เพราะข้อเท็จจริงตามฟ้องเดิมและฟ้องแย้งเป็นเรื่องเดียวกัน

-                   คดีที่มีการขอพิจารณาคดีใหม่  ถ้าศาลมีคำสั่งในการขอฯ ให้ดูทุนทรัพย์ในคดีเดิมว่าอุทธรณ์คำสั่งได้
หรือไม่
ฎีกาที่  5801/39   อุทธรณ์ชั้นบังคับคดีในคดีซึ่งต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 224 วรรคสอง  ย่อมต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงเช่นเดียวกัน

หมายเหตุ  ในกรณีคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา  ถ้าส่วนอาญาไม่ต้องห้ามส่วนแพ่งต้องถือตามส่วนอาญา อุทธรณ์ข้อเท็จจริงได้แม้ทุนทรัพย์ไม่ถึงก็ตาม

จบสำหรับมาตรา ๒๒๔ แต่เพียงเท่านี้

ห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ม.๒๒๔ ป.วิแพ่ง ตอนที่ ๒


การอ่านบทความนี้ ควรอ่านบทความในตอนที่ ๑ เสียก่อน
http://natjar2001law.blogspot.com/2012/02/blog-post_29.html

คดีมีทุนทรัพย์  ไม่มีทุนทรัพย์
            คดีมีทุนทรัพย์  คือคดีที่มีคำขอปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้  เช่นคดีพิพาทในเรื่องกรรมสิทธิ์เกี่ยวกับอสังฯ หรือสังฯ คดีเรียกทรัพย์คืน  หรือให้ใช้ราคาทรัพย์  คดีพิพาทตามสัญญาต่าง ๆ โดยมีการเรียกร้องให้ชำระหนี้ เช่นสัญญากู้ยืมเงิน  สัญญาจ้างแรงงาน  จ้างทำของ  หรือละเมิด
            คดีไม่มีทุนทรัพย์  คือคดีที่มีคำขอปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้  เช่นคดีพิพาทกันเรื่องกรรมสิทธิ์แห่งทรัพย์สินหรือมิได้เรียกร้องเอาทรัพย์คืนหรือให้ใช้ราคาทรัพย์แก่ตน  แต่เป็นกรณีคู่ความต้องการให้ศาลรับรองคุ้มครองให้  เช่นคดีที่โจทก์ขอลงชื่อในกรรมสิทธิ์ร่วมกับจำเลย  คดีร้องขอแต่งตั้งผู้จัดการมรดก  เพิกถอนการฉ้อฉล  โดยให้ทรัพย์กลับมาเป็นของลูกหนี้มิใช่ของตน

 

 

ตัวอย่างคดีมีทุนทรัพย์

ฎีกาที่  5332/34   โจทก์ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาว่าพินัยกรรมเป็นโมฆะ  อันเป็นการเรียกร้องให้ทรัพย์ตามที่ระบุไว้ในพินัยกรรมคืนมา   เป็นทรัพย์มรดกเพื่อประโยชน์แก่โจทก์ผู้เป็นทายาท   จึงเป็นคำขอปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ จึงเป็นคดีมีทุนทรัพย์
ฎีกาที่  919/08   โจทก์ฟ้องขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมซื้อขายที่ดินซึ่งจำเลยที่ 1 ลูกหนี้โจทก์ได้โอนขายให้แก่จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 2 ได้รู้เท่าถึงข้อความจริงอันเป็นทางให้โจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้เสียเปรียบ ฟ้องเช่นนี้เป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้  เพราะคำขอของโจทก์ไม่ได้เรียกร้องเอาที่พิพาทมาเป็นของโจทก์  หรือขอให้โจทก์ได้รับประโยชน์เพิ่มขึ้นแต่อย่างใดผลของการที่โจทก์ขอให้เพิกถอนการฉ้อฉล  มีแต่เพียงให้ทรัพย์สินกลับคืนมาเป็นของลูกหนี้ตามเดิมเท่านั้น
จำเลยที่ 2 ไปจดทะเบียนเพิกถอนชื่อออกจากหนังสือรับรองการทำประโยชน์  และขับไล่จำเลยที่ 2 ออกไป กับให้จำเลยที่ 1 โอนชื่อทางทะเบียนให้แก่โจทก์ทั้งสองจำเลยที่ 2 ให้การต่อสู้ว่า  จำเลยที่ 2 ซื้อที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 1  และเข้าครอบครองทำประโยชน์เป็นเวลา 4 ปี 9 เดือนเศษ  โจทก์ทั้งสองมิได้ครอบครองที่ดินพิพาทและขัดขวางจำเลยที่ 2 แต่อย่างใด  ดังนี้ประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยมีว่า  ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ทั้งสองหรือเป็นของจำเลยที่ 2 จึงเป็นคดีมีทุนทรัพย์  แม้โจทก์ทั้งสองจะมีคำขอให้จำเลยที่ 2  เพิกถอนชื่อออกจากหนังสือรับรองการทำประโยชน์กับให้จำเลยที่ 1  โอนชื่อทางทะเบียนให้แก่โจทก์ทั้งสองก็เป็นผลต่อเนื่องในเรื่องที่ดินพิพาทเป็นของใคร  ถือไม่ได้ว่าเป็นคดีมีคำขออันไม่มีทุนทรัพย์แยกกันได้จากคำขอที่เป็นทุนทรัพย์   เมื่อราคาที่ดินพิพาทซึ่งเป็นทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาไม่เกินสองแสนบาท   ย่อมต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ.มาตรา 248 วรรคหนึ่ง
ฎีกาที่  2745/32   โจทก์ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาว่าโจทก์เป็นเจ้าของมีสิทธิครอบครองที่พิพาทซึ่งจำเลยได้ขึ้นทะเบียนเป็นที่สาธารณะ และให้จำเลยออกโฉนดที่พิพาทให้โจทก์  ดังนี้ เป็นการฟ้องเรียกกรรมสิทธิ์ที่ดินจึงเป็นคดีมีทุนทรัพย์
ฎีกาที่  121/42      โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยและบริวารออกจากที่พิพาท       ซึ่งโจทก์อ้างว่าจำเลยยกให้เป็นสาธารณะสมบัติของแผ่นดิน  จำเลยให้การต่อสู้ว่าจำเลยไม่ได้ยกที่พิพาทให้เป็นสาธารณะสมบัติของแผ่นดิน   ที่พิพาทเป็นสาธารณะสมบัติของแผ่นดินหรือเป็นของจำเลย   หากที่พิพาทเป็นสาธารณะสมบัติของแผ่นดินโจทก์ย่อมมีอำนาจปกปักรักษาตามกฎหมาย  ถ้าจำเลยชนะคดีย่อมมีผลให้จำเลยได้กรรมสิทธิ์ในที่พิพาท  ประโยชน์ที่โจทก์หรือจำเลยจะได้รับย่อมเป็นการปลดเปลื้องทุกข์ที่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ เป็นการพิพาทด้วยเรื่องความเป็นเจ้าของแห่งที่พิพาท จึงเป็นคดีมีทุนทรัพย์
ฎีกาที่  1042/38   การที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า จำเลยทั้งสองชำระค่าสินค้าตามฟ้องครบถ้วนแล้วเป็นการโต้เถียงดุลพินิจการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ซึ่งศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงว่า  จำเลยทั้งสองยังไม่ได้ชำระค่าสินค้าตามฟ้องแก่โจทก์จำเลยทั้งสองจึงต้องร่วมกันชำระค่าสินค้าและดอกเบี้ยตามฟ้องแก่โจทก์ ดังนั้นฎีกาของจำเลยทั้งสองจึงเป็นฎีกาในข้อเท็จจริง เมื่อคดีนี้มีทุนทรัพย์   133,061  บาท จึงต้องห้ามฎีกา
            ฎีกาของจำเลยทั้งสองเกี่ยวกับฟ้องแย้งนั้น เป็นการฟ้องแย้งขอให้โจทก์ส่งมอบใบสำคัญรับบิลอันเป็นหลักฐานแห่งหนี้ของโจทก์จำนวน 123,119 บาทถือได้ว่าเป็นคำขอปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ตามจำนวนหนี้ในใบสำคัญรับบิลดังกล่าว จึงเป็นคดีที่มีทุนทรัพย์ 123,119 บาท  จึงเป็นคดีที่มีจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทฎีกาไม่เกินสองแสนบาท  จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในข้อเท็จจริง
ฎีกาที่  346/36   กรณีพิพาทกันในชั้นขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลาย ถือว่าเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้หรือที่เรียกว่าคดีมีทุนทรัพย์ และทุนทรัพย์ก็คือจำนวนเงินตามที่โจทก์ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้
ฎีกาที่  853/17    โจทก์ฟ้องว่าได้ตกลงจำนองที่ดินไว้กับจำเลยแต่ได้ทำเป็นสัญญาขายฝากซึ่งเป็นนิติกรรมอำพราง    ดังนี้ เป็นการฟ้องเรียกเอาคืนกรรมสิทธิ์ที่ดินโดยอ้างว่านิติกรรมที่ทำไว้ต่อกัน เสื่อมเสียเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์ซึ่งอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้
ฎีกาที่  1176/05   โจทก์ฟ้องว่าตนมีสิทธิได้รับมรดกของผู้ตาย   มีที่ดินมีโฉนด 2  แปลงแต่จำเลยอ้างว่าผู้ตายทำพินัยกรรมยกให้จำเลยโจทก์จึงขอให้ศาลแสดงว่าพินัยกรรมที่จำเลยอ้างเป็นโมฆะดังนี้ ถือว่าโจทก์จำเลยมีข้อโต้แย้งเกิดขึ้นเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ในทรัพย์แล้วจึงมีอำนาจฟ้องได้ และคดีเช่นนี้เป็นคดีมีทุนทรัพย์
หมายเหตุ   ถ้าเป็นคดีเกี่ยวกับการฟ้องขอให้เพิกถอนต่าง ๆ ดูว่าถ้าศาลเพิกถอนแล้วโจทก์จะได้ทรัพย์สินนั้นกลับมาเป็นของโจทก์อีกครั้ง  เป็นคดีมีทุนทรัพย์


คดีไม่มีทุนทรัพย์

คำสั่งคำร้องที่  513/00   ฟ้องขอให้จำเลยเป็นบุคคลล้มละลาย ไม่ใช่การฟ้องเรียกทรัพย์จากจำเลย แต่เป็นการฟ้องเพื่อให้ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์จำเลยเด็ดขาด  เป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์
ฎีกาที่ 1054/09  โจทก์อ้างว่าเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่พิพาทฟ้องขับไล่ให้จำเลยรื้อถอนบ้านเรือนออกไปจากที่พิพาท  จำเลยต่อสู้ว่าที่พิพาทเป็นของมารดาจำเลยจำเลยปลูกบ้านเรือนอยู่โดยอาศัยสิทธิของมารดาเมื่อ จำเลยไม่ได้กล่าวอ้างว่าที่พิพาทนั้นเป็นของจำเลยจึงไม่เป็นการกล่าวแก้เป็นข้อพิพาทด้วยกรรมสิทธิ์   จึงเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์
ฎีกาที่  1216/22  คดี จ.พ.ท.ขอให้เพิกถอนการโอนและการฉ้อฉล   มีผลให้ทรัพย์สินกลับคืนเป็นของลูกหนี้ตามเดิม  มิได้เรียกร้องทรัพย์หรือรับประโยชน์เพิ่มขึ้น เป็นคดีคำขอปลดเปลื้องทุกข์คำนวณเป็นราคาเงินไม่ได้  ไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง
-     ฟ้องห้ามมิให้จำเลยกระทำการให้เกิดเสียงหรือกลิ่นที่น่ารำคาญเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์แม้จะเรียกค่าเสียหายมาด้วย  ดูที่คำขอประธานเป็นหลัก
ฎีกาที่  2153/20  ฟ้องขอให้ห้ามมิให้ทำเสียงดัง  ส่งกลิ่นเดือดร้อนรำคาญกับเรียกค่าเสียหาย 10,000 บาท ต่อไปเดือนละ 5,000 บาท จนกว่าจะหยุดทำละเมิดเป็นคดีปลดเปลื้องทุกข์คำนวณเป็นราคาเงินไม่ได้   แม้เรียกค่าเสียหายด้วยไม่เกิน 10,000 บาท และต่อไปเดือนละ 5,000 บาท ก็ไม่ใช่คดีมีทุนทรัพย์ตาม ป.ว.พ. ม.224 วรรคแรกอุทธรณ์ข้อเท็จจริงได้
คำสั่งคำร้องที่ 846/27  ฟ้องขอให้ห้ามมิให้จำเลยใช้ชื่อสถานประกอบการค้าที่อ่านออกเสียงคล้ายคลึงกับชื่อสถานประกอบการค้าของโจทก์  แม้จะเรียกค่าสินไหมทดแทนมาเพียง 50,000 บาท   พร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้องก็เป็นคดีฟ้องขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้  ไม่ต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริง
-                   ผู้รักษาทรัพย์อุทธรณ์ให้ศาลกำหนดค่ารักษาทรัพย์ใหม่เป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์
ฎีกาที่  1566/24    ค่ารักษาทรัพย์ซึ่งผู้ชนะคดีนำยึดและมีสัญญากำหนดไว้กับผู้รักษาทรัพย์นั้น ค่ารักษาทรัพย์เป็นค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดี     ศาลพิจารณาสั่งให้ได้ตามที่เห็นสมควร   ผู้รักษาทรัพย์อุทธรณ์ฎีกาได้ถ้าเห็นว่าศาลกำหนดให้ต่ำไปเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์มิใช่คดีมีทุนทรัพย์ตามที่ผู้รักษาทรัพย์อุทธรณ์ฎีกาเรียกร้องเอา
ฎีกาที่  2745/32  โจทก์ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาว่าโจทก์เป็นเจ้าของมีสิทธิครอบครองที่พิพาทซึ่งจำเลยได้ขึ้นทะเบียนเป็นที่สาธารณะ และให้จำเลยออกโฉนดที่พิพาทให้โจทก์  ดังนี้ เป็นการฟ้องเรียกกรรมสิทธิ์ที่ดินจึงเป็นคดีมีทุนทรัพย์

ในคดีต่างๆ มีหลักการคิดทุนทรัพย์  ที่มีรายละเอียดมากมาย จะได้กล่าวต่อไปในตอนที่ ๓

วันพุธที่ 29 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

ห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ม.๒๒๔ ป.วิแพ่ง ตอนที่ ๑


มาตรา 224    ในคดีที่ราคาทรัพย์สินหรือจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ไม่เกินห้าหมื่นบาทหรือไม่เกินจำนวนที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกา  ห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง  เว้นแต่ผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีนั้นในศาลชั้นต้นได้ทำความเห็นแย้งไว้  หรือได้รับรองว่ามีเหตุอันควรอุทธรณ์ได้  หรือถ้าไม่มีความเห็นแย้งหรือคำรับรองเช่นว่านี้    ต้องได้รับอนุญาตให้อุทธรณ์เป็นหนังสือจากอธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้นหรืออธิบดีผู้พิพากษาภาคผู้มีอำนาจ แล้วแต่กรณี
          บทบัญญัติในวรรคหนึ่งมิให้ใช้บังคับในคดีเกี่ยวด้วยสิทธิแห่งสภาพบุคคลหรือสิทธิในครอบครัวและคดีฟ้องขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ เว้นแต่ในคดีฟ้องขับไล่บุคคลใด ๆ  ออกจากอสังหาริมทรัพย์อันมีค่าเช่าหรืออาจให้เช่าได้    ในขณะยื่นคำฟ้องไม่เกินเดือนละสี่พันบาทหรือไม่เกินจำนวนที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกา
          การขอให้ผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้น รับรองว่ามีเหตุอันควรอุทธรณ์ได้ให้ผู้อุทธรณ์ยื่นคำร้องถึงผู้พิพากษานั้นพร้อมกับคำฟ้องอุทธรณ์ต่อศาลชั้นต้น  เมื่อศาลได้รับคำร้องเช่นว่านั้น   ให้ศาลส่งคำร้องพร้อมด้วยสำนวนความไปยังผู้พิพากษาดังกล่าวเพื่อพิจารณารับรอง


อธิบาย

            ในมาตรา ๒๒๔ นี้ มีปัญหาที่นักศึกษาจะต้องทำความเข้าใจอยู่หลายประเด็น จึงขอแยกบรรยาย เป็นตอนๆ เป็นประเด็นไป
ห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง  เว้นแต่ทุนทรัพย์เกิน 50,000 บาท 
ถ้าเป็นปัญหาข้อกฎหมายอุทธรณ์ได้เสมอเว้นแต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่ไม่ได้ว่ากล่าวมาแล้วในศาลชั้นต้น หรือไม่ใช่ข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยฯ  หรือไม่เป็นสาระสำคัญอันควรแก่การวินิจฉัย

ประเด็นแรกที่นักศึกษาจะต้องทำความเข้าใจคือ ทุนทรัพย์คืออะไร  อย่างไรชื่อว่าทุนทรัพย์ จำนวนของทุนทรัพย์คิดกันอย่างไร 

1.  ราคาทรัพย์สินกับจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์มีความหมายแตกต่างกัน   ทั้งนี้เพราะราคาทรัพย์สินเป็นการฟ้องเรียกเอาตัวทรัพย์  ส่วนทุนทรัพย์พิพาทกันนั้นเป็นการฟ้องเรียกให้ชำระตัวเงินที่กำหนดไว้แล้ว   ราคาทรัพย์สินที่ตีราคามาแต่แรกแล้วไม่เปลี่ยนไปในชั้นอุทธรณ์แต่ทุนทรัพย์อาจเปลี่ยนแปลงไปแตกต่างจากที่ฟ้องมาในศาลชั้นต้นได้  ดังนั้นราคาทรัพย์สินที่พิพาทต้องถือเอาตามที่โจทก์ยื่นฟ้องจะนำเอาราคาทรัพย์สินที่อาจเปลี่ยนแปลงขึ้นหรือลงในระหว่างการพิจารณาคดีของศาลชั้นต้นมาคำนวนเป็นราคาทรัพย์สินในชั้นอุทธรณ์ไม่ได้ (1439/39)
2.  ราคาทรัพย์สินหรือจำนวนทุนทรัพย์พิพาทที่ถูกจำกัดสิทธิห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงคือไม่เกิน 50,000 บาท   อนึ่ง  จำนวนทุนทรัพย์ชั้นอุทธรณ์ของฝ่ายโจทก์กับจำเลยในการใช้สิทธิอาจแตกต่างกันเช่น  โจทก์ฟ้องจำเลยให้ชำระหนี้ 100,000 บาท   จำเลยให้การต่อสู้หลายประการ เมื่อสืบพยานโจทก์เสร็จศาลพิพากษาดังนี้
2.1        พิพากษายกฟ้อง
2.2        พิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์  80,000 บาท
2.3        พิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์  20,000 บาท
ตามข้อ 1   หากโจทก์ประสงค์จำอุทธรณ์ โจทก์ต้องขอให้ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้จำเลยชำระเงิน 100,000 บาท ซึ่งเกิน 50,000 บาท ไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ข้อเท็จจริง
ตามข้อ 2   หากโจทก์ประสงค์จะอุทธรณ์  คงต้องอุทธรณ์ขอให้ศาลแก้ไขคำพิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ในส่วนที่ยังขาดอยู่คือ  20,000 บาท   กรณีนี้เป็นทุนทรัพย์พิพาทไม่เกิน 50,000 บาท    ต้องห้ามมิให้โจทก์อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง  ส่วนฝ่ายจำเลยถ้าอุทธรณ์ก็คงต้องอุทธรณ์ขอให้ศาลยกฟ้องโจทก์ดังนั้นทุนทรัพย์ของฝ่ายจำเลยจึงมีจำนวน 80,000 บาท ไม่ต้องห้าม
ตามข้อ 3  หากโจทก์ประสงค์จะอุทธรณ์ต้องอุทธรณ์ขอให้ศาลแก้ไขพิพากษาในส่วนที่ขาดอีก 80,000 บาทดังนี้ไม่ต้องห้ามอุทธรณ์  ส่วนฝ่ายจำเลยอุทธรณ์ขอให้ยกฟ้องโจทก์เท่ากับทุนทรัพย์  20,000  บาท   ห้ามอุทธรณ์
ฎีกาที่  1459/39   อุทธรณ์ของจำเลยเป็นการโต้เถียงว่าที่พิพาททั้งหมดมิใช่ทรัพย์มรดกหากข้อเท็จจริงเป็นดังที่จำเลยอุทธรณ์    จำเลยย่อมได้รับผลตามข้อต่อสู้ของจำเลยทั้งคดี จึงเป็นคดีที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ตามราคาทรัพย์พิพาทคือ  54,000  บาท  โดยไม่แยกทุนทรัพย์ตามที่โจทก์แต่ละคนเรียกร้องเมื่อที่พิพาทมีราคาเกินกว่าห้าหมื่นบาท จึงไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง  (ส่วนฝ่ายโจทก์ต้องแยกทุนทรัพย์ของโจทก์แต่ละคนไม่คิดรวมกัน เมื่อแยกแล้วไม่เกิน 50,000 บาท ฝ่ายโจทก์ห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง)
ฎีกาที่  2433/38    โจทก์มิได้ฟ้องว่าจำเลยทั้งสามร่วมกันบุกรุกที่ดินของโจทก์ในลักษณะที่จำเลยทั้งสามต้องรับผิดต่อโจทก์อย่างลูกหนี้ร่วมแม้จะฟ้องรวมกันและเสียค่าขึ้นศาลรวมกันมาในคดีเดียวกัน   แต่คดีสำหรับจำเลยคนใดจะอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้หรือไม่  ต้องแยกพิจารณาจำนวนทุนทรัพย์ตามที่จำเลยแต่ละคนพิพาทกับโจทก์ เมื่อทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ตามคดีของจำเลยแต่ละคนไม่เกินห้าหมื่นบาท จึงต้องห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง
ฎีกาที่  53-54/40   คำฟ้องโจทก์ที่ 1 และที่ 2 เรียกร้องสิทธิในที่ดินเป็นคนละแปลงกัน โดยต่างยื่นคำฟ้องและเสียค่าขึ้นศาลในส่วนคดีของตนแยกกันเป็นส่วนสัด การรวมพิจารณาพิพากษาเข้าด้วยกันจึงเป็นไปเพื่อความสะดวกของคู่ความและศาลเท่านั้น หามีผลทำให้สามารถนำทุนทรัพย์ของแต่ละสำนวนที่โจทก์ฟ้องมารวมคิดเป็นจำนวนเดียวกันได้แต่อย่างใดไม่ทั้งการที่ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองมาทั้งสองสำนวนก็ถือไม่ได้ว่าเป็นการรับรองให้คู่ความในสำนวนที่มีทุนทรัพย์ไม่เกิน 50,000 บาท อุทธรณ์ข้อเท็จจริงได้โดยปริยายแต่อย่างใด เพราะการรับรองให้คู่ความอุทธรณ์ข้อเท็จจริงได้นั้นจะต้องเกิดจากการร้องขอคู่ความผู้ประสงค์จะอุทธรณ์โดยทำเป็นคำร้องขอยื่นต่อศาลให้เป็นกิจจะลักษณะและต้องมีคำสั่งศาลรับรองให้อุทธรณ์ได้โดยชัดแจ้งด้วย ส่วนราคาทรัพย์ที่พิพาทที่จะนำมาคำนวณเป็นทุนทรัพย์ของแต่ละคดีนั้นต้องถือเอาในขณะยื่นคำฟ้องเป็นหลัก
-  ถ้าฟ้องแล้วขอหักกลบลบหนี้กับจำเลย จำนวนทุนทรัพย์คือจำนวนตามฟ้องลบด้วยจำนวนที่ขอหักกลบลบหนี้  (จำนวนทุนทรัพย์ = ฟ้อง – จำนวนที่ขอหักกลบ)
ฎีกาที่  6420/40   ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์เนื่องจากฟังข้อเท็จจริงว่า หนี้ที่จำเลยต้องชำระมีเพียง 28,000 บาท เมื่อโจทก์รับว่าเป็นหนี้จำเลย 39,000 บาท และขอหักกลบลบหนี้ จำเลยไม่มีหน้าที่ต้องรับผิดต่อโจทก์ โจทก์อุทธรณ์ขอให้จำเลยชดใช้เงิน 63,000 บาท จึงมีจำนวนทุนทรัพย์ในชั้นอุทธรณ์เพียง 45,000 บาท (63,000 – 28000 = 45,000 บาท) ไม่เกิน 50,000 บาท ต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง
ฎีกาที่  5894/41  โจทก์ฟ้องให้จำเลยใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 105,000 บาท  ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยใช้ค่าเสียหายเพียง 50,000 บาท เมื่อโจทก์ไม่อุทธรณ์เท่ากับโจทก์พอใจในคำพิพากษา  เมื่อจำเลยอุทธรณ์แต่ฝ่ายเดียวว่าไม่ต้องรับผิดตามที่ศาลชั้นต้นพิพากษามา เท่ากับทุนทรัพย์ในคดีเป็น 50,000 บาท จะนำดอกเบี้ยนับจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จมาคำนวนเป็นทุนทรัพย์ด้วยไม่ได้  คดีนี้จำเลยจึงอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงไม่ได้
3.            การจะพิจารณาว่าคดีใดต้องห้ามอุทธรณ์หรือไม่    ไม่ต้องคำนึงว่าคดีนั้นเกี่ยวด้วยอสังหาฯ
หรือไม่  มีข้อพิจารณาเพียงราคาทรัพย์สินอันเป็นจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นอุทธรณ์เกิน 50,000 บาท
            4.  คดีฟ้องขับไล่บุคคลใด ๆ ออกจากอสังหาริมทรัพย์ รวมทั้ง ผู้เช่า    ผู้อาศัย   และผู้ละเมิดด้วย
(กฎหมายเดิมผู้ละเมิดไม่อยู่ในบังคับมาตรานี้จึงอุทธรณ์ข้อเท็จจริงได้  กฎหมายปัจจุบันรวมผู้ละเมิดให้อยู่ในบังคับด้วย )
            5.  คดีฟ้องขับไล่หรือเรียกเอาค่าเช่า หรืออาจให้เช่าได้ขณะยื่นฟ้องไม่เกิน 4,000 บาท หมายความว่าการฟ้องบุคคลใด ๆ ออกจากอสังหาริมทรัพย์ถ้าอสังหาริมทรัพย์นั้นอาจให้เช่าได้ในขณะยื่นฟ้องไม่เกินเดือนละ 4,000 บาท ก็ต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง
            การจะถือว่าค่าเช่าขณะยื่นฟ้องเท่าใดมีหลักการพิจารณาว่าในชั้นแรกถ้าโจทก์ยื่นฟ้องระบุค่าเช่ามาและจำเลยมิได้โต้แย้งเรื่องค่าเข่า ต้องถือค่าเช่าตามฟ้องโจทก์  ถ้าฟ้องเรียกค่าเช่าและค่าเสียหาย ค่าเสียหายมิใช่ค่าเช่าดูเฉพาะค่าเช่าว่าเกิน 4,000 บาทหรือไม่
ฎีกาที่  1466-1468/18   ฟ้องขับไล่ผู้เช่าจากที่ดินและตึกแถวค่าเช่าเดือนละ 150 บาท ต้องห้ามอุทธรณ์ข้อเท็จจริงตาม  ป.ว.พ. มาตรา 224 วรรค  2   แม้จะเรียกค่าเสียหายมาด้วยเดือนละ 10,000 บาท     ก็เป็นค่าเสียหายในอนาคตเป็นส่วนหนึ่งของฟ้องขับไล่ จึงอุทธรณ์ข้อเท็จจริงไม่ได้   
-  ถ้าคดีฟ้องขับไล่นั้นจำเลยต่อสู้กรรมสิทธิ์ด้วย  ต้องถือว่าเป็นคดีมีทุนทรัพย์ตามวรรคหนึ่ง  ตามราคาอสังฯ
ที่พิพาทกันไม่ต้องดูเรื่องค่าเช่า  แต่ถ้าเป็นการโต้เถียงว่าเป็นของบุคคลอื่นไม่ใช่ของจำเลยไม่ใช่ต่อสู้เรื่องกรรมสิทธิ์  ต่อสู้เรื่องกรรมสิทธิ์ต้องเถียงว่าเป็นของจำเลย
ฎีกาที่  1501,1502/17    โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากห้องเช่า อันมีค่าเช่าในขณะยื่นคำฟ้องไม่เกินเดือนละ 2,000 บาท แม้จำเลยจะให้การต่อสู้ว่าที่ดินและห้องพิพาทเป็นของบุคคลอื่น ไม่ใช่ของโจทก์  ก็ถือไม่ได้ว่าจำเลยได้ยกข้อต่อสู้เป็นข้อพิพาทด้วยกรรมสิทธิ์  คดีจึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง 
ฎีกาที่  4951/33  โจทก์ฟ้องเรียกค่าเช่าและค่าเสียหายจากจำเลย โดยค่าเช่าเดือนละ 1,200 บาท จำเลยต่อสู้ว่าโจทก์มิใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์  จำเลยอาศัยอยู่ในที่ดินของราชพัสดุ    แม้จำเลยจะเรียกกรมธนารักษ์เข้ามาเป็นคู่ความในคดี ก็มิใช่กรณีจำเลยต่อสู้เรื่องกรรมสิทธิ์เมื่อ จึงต้องฟังว่าค่าเช่า 1,200 บาทตามฟ้องโจทก์จึงต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง
- ถ้าเป็นการขับไล่ต่างรายกันแม้จะฟ้องรวมกันมาก็ต้องแยกคิดทุนทรัพย์มิใช่นำเอาค่าเช่าทุกรายมารวมกัน
คำสั่งคำร้องที่  151/20   ในกรณีรวมพิจารณาหลายสำนวนเข้าด้วยกันการพิจารณาสิทธิอุทธรณ์ฎีกาของคู่ความจะต้องแยกพิจารณาเป็นรายสำนวนไป
ฎีกาที่  2676/28   จำเลยเช่าตึกแถวเพียงเดือนละ 100 บาท แต่จ่ายเงินล่วงหน้าให้ไปอีก  55,000  บาท จึงเป็นการจ่ายเงินกินเปล่าซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของค่าเช่า

ในตอนที่ ๒ จะได้กล่าวถึง  คดีมีทุนทรัพย์ และคดีไม่มีทุนทรัพย์ต่อไป 

http://natjar2001law.blogspot.com/2012/03/blog-post.html

วันจันทร์ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

การสอบสวนที่มีผลกระทบต่ออำนาจฟ้อง





การสอบสวนที่มีผลกระทบต่ออำนาจฟ้อง 

ในการอ่านบทความนี้ ควรที่จะอ่านบทความเรื่องการสอบสวนตามมาตรา  ๑๘ และ ๑๙ ให้เข้าใจเสียก่อน

การสอบสวนที่ไม่ชอบ  คือ  การสอบสวนที่มิได้ปฏิบัติตามประมวลกฏหมายวิธีพิจารณาความอาญาว่าด้วย การสอบสวน
ตามที่ได้กล่าวไปแล้วว่า การสอบสวนที่ไม่ชอบ  มีผลเท่ากับไม่ได้มีการสอบสวนในคดีนั้น ส่งผลกระทบถึงอำนาจฟ้องของพนักงานอัยการ ตามมาตรา  ๑๒๐ 
มาตรา 120 ห้ามมิให้พนักงานอัยการยื่นฟ้องคดีใดต่อศาลโดย มิได้มีการสอบสวนในความผิดนั้นก่อน
มาตรา 121 พนักงานสอบสวนมีอำนาจสอบสวนคดีอาญาทั้งปวง แต่ถ้าเป็นคดีความผิดต่อส่วนตัว ห้ามมิให้ทำการสอบสวน เว้นแต่จะมีคำร้องทุกข์ตามระเบียบ 
แต่ไม่ใช่ว่า การสอบสวนที่มิได้ปฏิบัติตามประมวลกฏหมายวิธีพิจารณาความอาญาทั้งหมดจะเสียไปจนส่งผลกระทบถึงอำนาจฟ้อง  การสอบสวนที่ไม่ชอบสามารถส่งผลได้  ๒  กรณี  คือ
๑.  การสอบสวนเสียไป  พนักงานอัยการไม่มีอำนาจฟ้อง
๒.  การสอบสวนไม่เสียไป  พนักงานอัยการมีอำนาจฟ้อง  เพียงแต่ส่งผลกระทบถึงการรับฟังพยานหลักฐานเท่านั้น

การสอบสวนที่มิได้กระทำตามบทบัญญัติว่าด้วยเขตอำนาจสอบสวน ตาม ป.วิ อาญา มาตรา ๑๘ และ ๑๙  รวมไปถึงการสอบสวนความผิดต่อส่วนตัวโดยมิได้มีคำร้องทุกข์ตามระเบียบ ตาม ป.วิอาญา มาตรา ๑๒๑  เท่านั้น  ที่จะมีผลทำให้การสอบสวนเสียไปทั้งหมด  ซึ่งกระทบถึงอำนาจฟ้องตาม 
(ติดตามอ่านรายละเอียดของสองมาตรานี้ในบทความเรื่อง อำนาจฟ้อง)

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1756/2550
โจทก์ ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย 570 เม็ด และจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนดังกล่าว 70 เม็ด แก่ผู้มีชื่อ และโจทก์นำสืบว่า เจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยทั้งสองพร้อมยึดเมทแอมเฟตามีน 500 เม็ด และจับพวกจำเลยเจ็ดคน พร้อมยึดเมทแอมเฟตามีนที่บุคคลทั้งเจ็ดซื้อจากจำเลยทั้งสองคนละ 10 เม็ด ได้ที่บ้านจำเลยที่ 2 ซึ่งอยู่ในท้องที่สถานที่ตำรวจนครบาลแสมดำ การมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและการจำหน่าย จึงเกิดในท้องที่สถานีตำรวจนครบาลแสมดำทั้งสิ้น และโจทก์มิได้ฟ้องว่าจำเลยที่ 1 ร่วมกระทำความผิดกับพวกจำเลยอีก 2 คนที่ถูกจับในท้องที่สถานีตำรวจนครบาลบางบอน การกระทำของจำเลยที่ 1 ก็มิใช่ความผิดต่อเนื่องและกระทำต่อเนื่องกันในท้องที่ต่าง ๆ เกินกว่าท้องที่หนึ่งขึ้นไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 19 (3) จึงอยู่ในเขตอำนาจของพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลแสมดำตามมาตรา 18 วรรคสอง ประกอบมาตรา 2 (6) มิใช่อยู่ในเขตอำนาจของพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลบางบอนที่สอบสวนคดีนี้ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องตามมาตรา 120

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2529/2549
การ สอบสวนที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.อ. มาตรา 120 ต้องสอบสวนโดยพนักงานสอบสวนที่ระบุไว้ใน ป.วิ.อ. มาตรา 2 (6) ประกอบมาตรา 18 เมื่อเหตุที่อ้างว่าจำเลยจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนของกลางแก่ ส. เกิดที่บ้านในอำเภอคลองลาน จังหวัดกำแพงเพชร โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยกับ ส. ร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายภายหลังจากนั้นอีก ในประการใด ท้องที่ซึ่งจำเลยถูกจับก็อยู่ภายในเขตอำนาจของพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธร อำเภอเมืองกำแพงเพชร และไม่ปรากฏเหตุอื่นตาม ป.วิ.อ. มาตรา 18 วรรคหนึ่ง ที่จะทำให้พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอปางศิลาทองมีอำนาจสอบสวนได้ ทั้งถือไม่ได้ว่าเป็นการทำการแทนพนักงานสอบสวนผู้มีอำนาจตามที่ ป.วิ.อ. มาตรา 128 บัญญัติไว้ การสอบสวนจำเลยโดยพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอปางศิลาทองจึงเป็นการสอบ สวนที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และไม่เป็นการสอบสวนตามที่ระบุไว้ใน ป.วิ.อ. มาตรา 120 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 582/2549
เหตุ คดีนี้เกิดในพื้นที่อำเภอเมืองอำนาจเจริญซึ่งอยู่ในเขตอำนาจของพนักงานสอบ สวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองอำนาจเจริญ มิได้เกิดในเขตอำนาจสอบสวนของสถานีตำรวจภูธรอำเภอไทยเจริญ จังหวัดยโสธร พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอไทยเจริญจึงไม่มีอำนาจสอบสวนความผิดซึ่ง ได้เกิดขึ้นในคดีนี้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 18 วรรคหนึ่ง ข้อที่โจทก์อ้างในฎีกาว่าเป็นกรณีพยานโจทก์ผู้จับกุมไม่แน่ใจว่าการกระทำผิด อาญาได้กระทำในท้องที่ใดระหว่างหลายท้องที่ พนักงานสอบสวนในท้องที่หนึ่งท้องที่ใดที่เกี่ยวข้องมีอำนาจสอบสวนได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 19 นั้น หมายความเฉพาะเมื่อสภาพการกระทำผิดอาญานั้นเองเป็นที่ประจักษ์ชัดอยู่ในตัว ว่า เป็นการไม่แน่ว่ากระทำขึ้นในท้องที่ใดในระหว่างหลายท้องที่ต่างเขตอำนาจสอบ สวน มิได้หมายความถึงกรณีที่ตัวพนักงานสอบสวนหรือผู้จับกุมสับสนในเรื่องพื้นที่ เขตอำนาจของตนเสียเอง ทั้งที่เป็นการแน่นอนแล้วว่าความผิดนั้นได้กระทำในท้องที่ใด เมื่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอไทยเจริญยังขืนสอบสวนความผิดนี้ การสอบสวนนั้นจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ถือได้ว่าคดีนี้ไม่มีการสอบสวน เมื่อยังมิได้มีการสอบสวนในความผิดนั้น โจทก์จึงต้องห้ามมิให้ฟ้องคดีต่อศาลตาม ป.วิ.อ. มาตรา 120

การสอบสวนที่ไม่ได้ปฏิบัติตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา แต่ไม่มีผลทำให้อำนาจฟ้องเสียไป  มีผลเพียงแต่คำให้การนั้นๆ  ไม่อาจใช้เป็นพยานหลักฐานในศาลได้ (มีผลต่อการชั่งน้ำหนักคำพยานเท่านั้น)  เช่น  การสอบสวนที่ไม่ได้จัดหาทนายให้แก่จำเลย
ตาม  ๑๓๔  จะมีผล ตามมาตรา  ๑๓๔/๔ วรรคสาม ถ้อยคำใดๆ ที่ผู้ต้องหาให้ไว้ต่อพนักงานสอบสวนก่อนมีการแจ้งสิทธิตามวรรคหนึ่ง หรือก่อนที่จะดำเนินการตาม มาตรา 134/1 มาตรา 134/2 และ มาตรา 134/3 จะรับฟังเป็นพยานหลักฐานในการพิสูจน์ความผิดของผู้นั้นไม่ได้

หรือในการสอบปากคำผู้ต้องหา หรือผู้เสียหายเด็ก  ที่มิได้กระทำตามมาตรา  ๑๓๓ ทวิ  หรือ  ๑๓๓  ตรี  ไม่มีผลทำให้การสอบสวนเสียไป  คงมีผลเพียงแต่ใช้เป็นพยานหลักฐานในศาลไม่ได้ตาม  ป.วิ อาญา มาตรา ๒๒๖  ประกอบ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๔๐  มาตรา  ๒๔๓ วรรคสอง  เท่านั้น
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5294/2549 
ในชั้นสอบสวนพนักงานสอบสวนได้สอบปากคำเด็กหญิง ว. ซึ่งมีอายุ 13 ปีเศษ ในฐานะพยาน โดยไม่ได้จัดให้มีนักจิตวิทยาหรือนักสังคมสงเคราะห์ บุคคลที่เด็กร้องขอและพนักงานอัยการเข้าร่วมในการถามปากคำ คำให้การของเด็กหญิง ว. จึงไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 133 ทวิ วรรคหนึ่ง แต่ผลของการไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติมาตรานี้ คงทำให้คำให้การในชั้นสอบสวนของเด็กหญิง ว. ไม่อาจรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 226 และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 243 วรรคสอง เท่านั้น ไม่เป็นเหตุให้การสอบสวนของพนักงานสอบสวนเสียไปทั้งหมด ถือได้ว่ามีการสอบสวนความผิดในคดีนี้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 120 แล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยได้
แม้การสอบสวนเด็กหญิง ว. ซึ่งมีอายุไม่เกิน 18 ปี จะไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 133 ทวิ วรรคหนึ่ง แต่เมื่อในชั้นพิจารณาโจทก์อ้างเด็กหญิง ว. เป็นพยาน และเด็กหญิง ว. ได้เบิกความต่อหน้าศาลโดยผ่านนักสังคมสงเคราะห์ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 172 ตรี แล้ว ศาลย่อมรับฟังคำเบิกความของเด็กหญิง ว. เป็นพยานได้